วิเคราะห์ประเด็นร้อน

เกมวัดใจเขย่า ครม.

11 มีนาคม 2020 เวลา 7:00
เกมวัดใจเขย่า ครม.
เปิดอ่าน 1,396

ที่ผ่านมาส.ส.และอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์หลายคนคัดค้านจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ

เป็นอีกครั้งที่ศึกในพรรคประชาธิปัตย์กลับมาปะทุ ในประเด็นที่พุ่งเป้าไปถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาล ถูกตั้งคำถามจากสังคมถึงความเหมาะสมในการร่วมคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยเฉพาะการคำชี้แจงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไปจนถึงบุคคลใกล้ชิดเข้าไปมีส่วนได้เสียหน้ากากอนามัย ไปขัดแย้งกับเงื่อนไขมีการทุจริตคอร์รัปชันในการร่วมรัฐบาล

ทำให้เผือนร้อนขณะนี้ถูกส่งไปที่ "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" หัวหน้าพรรคจะรับเรื่องที่ "อันวาร์ สาเเละ" ส.ส.ปัตตานี ในหมวกรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้นัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2563 ภายหลังได้ยกเลิกกำหนดการเดิมเมื่อ 7 มี.ค.2563 เพื่อเป็นเวทีกลางหารือถึงมติพรรคจะถอนตัวร่วมรัฐบาลหรือไม่




ที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้ว่า ส.ส.และอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์หลายคน คัดค้านจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นนายกรัฐมนตรี ไปขัดแย้งจากคำประกาศอุดมการณ์ของพรรคในข้อ 4.จะไม่สนับสนุนระบบและวิธีแห่งเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นระบบและวิธีการของรัฐบาลใด

ทำให้ตลอดการร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา ยังมี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ยืนคนละขากับแกนนำพรรคที่มีตำแหน่งในรัฐบาล เคลื่อนไหวแสดงจุดยืนมาโดยตลอด จนกระทั่งเป็นภาพชินตาไปถึงสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลตั้งฉายา "จุรินทร์" เป็นรัฐอิสระที่ไม่สามารถควบคุม ส.ส.ในพรรคได้ สร้างความหวาดระแวงภายในรัฐบาลตลอดเวลา ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐ

แต่เป็นสิ่งที่ ส.ส.ประชาธิปัตย์หลายคนออกมาตอกย้ำว่า ความคิดเห็นทางการเมืองภายในพรรคทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เป็นธรรมชาติของคนประชาธิปัตย์ จะเปิดประเด็นถกเถียงอย่างดุเดือดกันข้ามวันข้ามคืน ไม่ว่าจะมีเสียงเห็นด้วยหรือคัดค้าน แต่สุดท้ายจะไปจบลงที่มติพรรคทุกครั้ง

การจุดประเด็นถอนตัวร่วมรัฐบาลจาก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กำลังถูกส่งไปที่ "จุรินทร์" จะนัดเปิดประชุมเพื่อเคลียร์ประเด็นภายในพรรคหรือไม่ เพราะกลไกที่ประชาธิปัตย์วางไว้ หากมีการยื่นเรื่องเข้ามาที่เกี่ยวกับการบริหารพรรค เป็นสิ่งที่กรรมการบริหารพรรค ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อพิจารณา

โดยเฉพาะมติพรรคอื่นใดต้องมาจากการประชุมคณะกรรมการบริหาร และส.ส.รวม 81 คนจะเป็นผู้ชี้ขาดจากสถานการณ์ทางการเมืองที่รุมเร้ารัฐบาล ตั้งแต่ปัญหาเศรษฐกิจ ไวรัสโควิด-19 หรือคำชี้แจงของร.อ.ธรรมนัส ในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะเป็น "วาระ" สำคัญให้ประชาธิปัตย์จะตัดสินใจลงเรือลำเดียวกันต่อหรือไม่

ถึงแม้การประชุมพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ 4 มิ.ย.2562 ต่อเสียงการลงมติ 61 เสียงร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ จะพาให้ประชาธิปัตย์หันหัวร่วมลงเรือแป๊ะ แต่จากหลักฐานในแชทกลุ่มไลน์ "อดีต ส.ส.ปชป. ปี 62" ซึ่งมีสมาชิกรวม 169 คน เป็นแรงกระเพื่อมสำคัญไปถึงมือโหวตตัดสินใจถอนตัว ที่มาจากกลุ่มเห็นด้วยและคัดค้าน


ประเด็นสำคัญที่ประชาธิปัตย์จะตัดสินใจ จะถูกโฟกัสไป ที่ 3 เรื่องตามเงื่อนไขร่วมรัฐบาล 1.รับนโยบายประกันรายได้ 2.แก้ไขรัฐธรรมนูญ 3.มีการทุจริตคอร์รัปชัน หากแยกให้ชัดว่าประชาธิปัตย์ให้น้ำหนักกับเงื่อนไขใดเป็นเรื่องแรก เพราะทุกเงื่อนไขมีความสำคัฐต่ออนาคตทางการเมืองของประชาธิปัตย์ ตั้งแต่การเดินหน้านโยบายประกันรายได้พืชผลการเกษตร ที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ได้เร่งออกนโยบายหลายมาตรการ และเป็นผลงานสำคัญที่ประชาธิปัตย์นำไปต่อยอดหาเสียงในอนาคต

เงื่อนไขที่ 2 การแก้รัฐธรรนูญ ขณะนี้อยู่ระหว่างที่สภาฯ ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 เป็นอีกเงื่อนไขที่ประชาธิปัตย์ต้องการเดินหน้าเพื่อเข้าไป "ปลดล็อค" รัฐธรรมนูญ เพื่อปรับเปลี่ยนกติกาที่มีผลต่อคะแนนเสียงเลือกตั้ง

หรือกระทั่งเงื่อนไขที่ 3 เรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ยังถูก "ตีความ" ในกรณีของ ร.อ.ธรรมนัสอย่างไร เมื่อรมช.เกษตรออกมายืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการกักตุนหน้ากากอนามัย คงเหลือเพียงคำชี้แจงในประเด็นที่ฝ่ายค้านตรวจสอบประวัติที่เข้าไปเกี่ยวข้องยาเสพติด ซึ่งเป็นประเด็นที่ ร.อ.ธรรมนัสออกมาปฏิเสธเช่นกัน

สุดท้ายแล้วแรงกระเพื่อมในประชาธิปัตย์ กำลังถูกท้าทายต่อเงื่อนไขเข้าร่วมรัฐบาลทั้ง 3 ข้อจะได้ข้อสรุปเช่นเดียวกับมติวันที่ 4 มิ.ย.หรือไม่ เพราะทุกการตัดสินใจหลังจากนี้ จะมีผลต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ทั้งสิ้น.



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน