วิเคราะห์ประเด็นร้อน

อะไรคือเหตุผลสำคัญที่ไทยไม่ต้อนรับ"เวสเตอร์ดัม"

13 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 0:09
อะไรคือเหตุผลสำคัญที่ไทยไม่ต้อนรับ"เวสเตอร์ดัม"
เปิดอ่าน 4,491

ผลการหารือรับรู้ข้อมูล "เรือเวสเตอร์ดัม"มีทางเลือกอื่นมิใช่จอดเทียบท่าประเทศไทยเป็นพื้นที่สุดท้าย

ขณะนี้ "เรือสำราญเวสเตอร์ดัม" ของบริษัท HollandAmerica  เข้าจอดท่าเทียบเรือสีหนุวิลล์  ของประเทศกัมพูชาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยลูกเรือกว่า 2,000 คนเดินทางขึ้นฝั่งกัมพูชา เพื่อเตรียมตัวขึ้นเครื่องบินกลับสู่ภูมิลำเนา 

กลายเป็นว่า "กัมพูชา" คือประเทศนอกเป้าหมายของเรือสำราญ แต่เป็นประเทศสุดท้ายเปิดต้อนรับเรือสัญชาติยุโรปลำนี้ ในขณะที่ 3-4 ประเทศที่ผ่านมาซึ่งหนึ่งในนั้นมี"ประเทศไทย " รวมอยู่ด้วย ไม่อนุญาตให้เทียบท่า 

(อ่าน : "กัมพูชา" เปิดท่าเรือต้อนรับ"เวสเตอร์ดัม"ขึ้นฝั่ง)

 

โดยเฉพาะกรณี"ประเทศไทย" เป็นความต้องการของเรือสำราญลำนี้มากที่สุด  ปรารถนาจะขึ้นฝั่งเพื่อไปต่อเครื่องบินที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 

ถึงขนาดออกข่าวผ่านเว็ปไซต์ล่วงหน้าว่าเป้าหมายสุดท้ายคือท่าเทียบเรืองแหลมฉบัง จ.ชลบุรี  หลังจาก ญี่ปุ่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ไม่อนุญาตให้เทียบท่า  

พลันที่ข่าวเผยแพร่ออกไป ท่าทีคนในรัฐบาลไทยออกมาปฏิเสธไม่ต้อนรับ  ตั้งแต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม   อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข

แต่ทางบริษัทเรือเพียรพยายามต่อไป  สื่อสารมายังสมาคมวิชาชีพเดินเรือสำราญ แม้กระทั่ง ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก หรือ WHO  ดังเห็นได้จากข้อความทวิตเตอร์ที่กัปตันเรือ ระบุว่า กำลังประสาน รัฐบาลสหรัฐฯ  แคนาดา  ผู้อำนวยการอนามัยโลก อย่างใกล้ชิดเพื่อขอขึ้นท่าเทียบเรือแหลมฉบัง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เป็นผล

ถ้อยแถลงของอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข เมื่อวันที่ 12 ก.พ. ที่ผ่านมา  ถือเป็นการตอบข้อสงสัยทั้งหมดว่า "เพราะอะไรไทยถึงไม่ให้เทียบท่า" 

อนุทิน กล่าวตอนหนึ่ง ผอ.อนามัยโลกต่อสายมาถึงเขาโดยตรง ขอให้ผู้โดยสารในเรือทั้งหมดได้ขึ้นฝั่งที่เมืองไทย พร้อมกับยืนยันว่า ผู้โดยสารในเรือสุขภาพแข็งแรง แต่อนุทินตั้งคำถามว่า ผอ.อนามัยโลกไม่ได้อยู่ในเรือด้วย จะรู้ได้อย่างไร เราไม่มีข้อมูลเรือลำนี้เลย

 

 

พร้อมกับบอกด้วยว่า "บนเรือยังมีคนสัญชาติอเมริกัน 700 กว่าคน อาจจะไปในพื้นที่ที่ประเทศที่อเมริกามีประชาธิปไตย อย่างเช่น เกาะกวมก็ได้  ทำไมถึงต้องมากดดันไทย... " 

คำอธิบายของอนุทิน รอบล่าสุด บ่งบอกถึงการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ชั่งน้ำหนักผลดีผลเสีย หากปล่อยให้เทียบท่าย่อมได้ไม่คุ้มกว่าเสียหลายประการ 

ขณะเดียวกันแสดงให้เห็นถึงการหารือระดับภายใน โดยรับรู้ข้อมูล  "เรือเวสเตอร์ดัม"มีทางเลือกอื่นอยู่อีกมิใช่เฉพาะจอดเทียบประเทศไทย เป็นพื้นที่สุดท้าย

แม้การปฏิเสธไม่ต้อนรับเรือ "เวสเตอร์ดัม" จะถูกโลกโซเชียลมีเดียแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ทำนองว่า รัฐบาลใจดำ ไม่มีมนุษยธรรม แต่นั่นอาจไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะจะมีคำถามตามมา แล้วสามสี่ประเทศก่อนหน้าไทย ที่ปฏิเสธไม่รับขึ้นฝั่งหล่ะ  ถือเป็นกลุ่มประเทศไม่มีมนุษยธรรมด้วยหรือไม่ 

ขณะเดียวกันมิอาจใช้คำว่า "ไม่มีมนุษยธรรม" ได้เต็มปากเต็มคำนัก  เนื่องจากนายกฯออกมาแถลงแต่ต้น  กรณีเรือประสบปัญหาพร้อมให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาอาหาร เสบียง ยารักษาโรค น้ำมัน แม้แต่การนำทางเรือ โดยประสานกองทัพเรือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

จุดเสี่ยงเช็คอิน "เวสเตอร์ดัม" https://www.nationweekend.com/content/image_news/6439



คราวนี้ มีผู้ออกวิเคราะห์เรื่องนี้เช่นเดียวกัน โดย "เพจอ้ายจง"  ซึ่งเป็นนักคิดนักเขียนผู้เชี่ยวชาญด้านจีน วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจ 5 ประการ  

เขาวิเคราะห์บน Fact เหตุผลว่า ทำไมไทยถึงไม่อนุญาตให้เรือ Westerdam จอดเทียบท่าที่ไทย?

1. เรือWesterdam มีประวัติไปที่ฮ่องกง คือ ออกจากฮ่องกงเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ในช่วงวิกฤติระบาดเชื้อโคโรนาชนิดใหม่

คือมีเคสตัวอย่างที่ทำให้ต้องตระหนักถึงความเสี่ยงว่า อาจมีผู้ติดเชื้อบนเรือ แม้ตอนนี้ทางเรือจะบอกว่าไม่มี

เคสตัวอย่างที่ว่า ได้แก่เรือ Diamond Princess ที่ตอนนี้จอดเทียบท่าที่นอกชายฝั่งโยโกฮาม่า ญี่ปุ่นและทุกคนบนเรือโดนกักตัวและตรวจเชื้อไวรัสโคโรนาชนิดใหม่ โดยเกิดขึ้นหลังจากมีชายชาวฮ่องกงคนหนึ่งที่ขึ้นเรือโดยสารลำนี้และลงเรือไปแล้ว ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ ทำให้ผู้โดยสารและลูกเรือบนเรือลำนี้จึงโดนตรวจสอบ

ณ ขณะนี้  12 ก.พ. มีคนบนเรือ Diamond Princess ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อแล้ว 174ราย

2. ถ้าไทยให้จอดเทียบท่าจริงๆ สิ่งที่ไทยต้องทำเลยคือ กักตัวคนบนเรือมากกว่า 2,000 คน เพราะแม้ว่าทางเรือจะบอกว่าไม่มีใครติดเชื้อ แต่ก็มีความเสี่ยงมากๆ ดูจากเคสของ Diamond Princess ที่ญี่ปุ่น

3. ถ้าเกิดมาจอดเทียบท่ากักตัวแล้ว และพบว่ามีผู้ติดเชื้อ ไทยต้องเตรียมมาตรการรับมือในการรักษาพยาบาล เพราะแน่นอนว่าไม่สามารถให้ผู้ติดเชื้ออยู่บนเรือได้

กรณีบนเรือDiamond Princessที่ญี่ปุ่น แม้ว่าหลายสื่อหลายแหล่งข่าว จะระบุจำนวนผู้ติดเชื้อบนเรือลำนั้นเป็น Other ไม่ได้นับรวมกับจำนวนคนติดเชื้อของญี่ปุ่น "แต่ในความเป็นจริง ผู้ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อทั้งหมด ถูกนำไปรักษาตัวในโรงพยาบาลแห่งต่างๆในญี่ปุ่น"

การแพทย์ของเราไม่น้อยหน้าประเทศอื่นแน่นอน แต่ถ้าเกิดต้องรับมือกับผู้ติดเชื้อหลักร้อยหลักพัน อันนี้เราต้องตระหนักมากๆเลยว่า "ไหวไหม"

 

4. ที่เหนือไปกว่า เรื่องขีดจำกัดการรับมือ การรักษาพยาบาล หรืองบประมาณมาจัดการ คือ "ความกังวลและสภาพจิตใจของคนในประเทศ" จากการที่ติดตามข่าวตั้งแต่เมื่อวาน และเข้าไปดู Facebook ของ รมช.คมนาคม ทำให้เห็นว่า ไทยเราแคร์ในความกังวลใจของประชาชน

ว่ากันตามตรง เราเองยังมีดราม่ากันเลยว่าควรเปิดรับนักท่องเที่ยวจีนต่อไปหรือไม่ เพราะย่อมมีคนที่กังวลมาก กังวลน้อยอยู่แล้ว

จีนเอง ยังยึดถือสภาพจิตใจของประชาชนเป็นหลัก  ดูได้จากประกาศเลื่อนเปิดเทอมที่ปักกิ่ง มีท่อนหนึ่งระบุเลยว่า "ให้โรงเรียนตระหนักถึงmental health สภาพจิตใจ-สุขภาพจิตของเด็กนักเรียนในช่วงวิกฤติระบาดเช่นนี้ให้มากที่สุด"

5. ไทยไม่ใช่ประเทศแรกและประเทศเดียวที่ปฏิเสธ "ไต้หวัน, ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น" ก็ปฏิเสธ

จริงๆแล้ว ญี่ปุ่นคือจุดหมายเดิมของเรือลำนี้ แต่ญี่ปุ่นปฏิเสธ ก็แน่หล่ะ ญี่ปุ่นเองตอนนี้ก็รับมืออย่างหนักจากเรือสำราญที่จอดอยู่ ณ โยโกฮาม่า

อย่างที่กล่าวมาตอนต้น คือพอไทยเห็นเคสตัวอย่าง ก็เลยเสี่ยงมากที่จะรับมา

หลายคนมีพูดถึงประเด็นมนุษยธรรม คือเท่าที่ติดตามข่าว ทางไทยมีการช่วยเหลือเท่าที่สามารถทำได้ มีแผนที่จะซัพพอร์ทอาหาร, น้ำมัน และสิ่งต่างๆที่ทางเรือจำเป็นต้องใช้

ด้วยเหตุผลทั้งหลายทั้งปวงเป็นน้ำหนักในการตัดสินใจไม่รับเรือเวสเตอร์ดัมเทียบชายฝั่ง

 

 

ถึงนาทีนี้ สิ่งที่ทำได้คือ ร่วมให้กำลังใจเมื่อ"เรือเวสเตอร์ดัม"ถึงฝั่งกัมพูชา  ขอให้มีการคัดกรองผู้โดยสารโดยไม่พบการแพร่ระบาดของ โรคไวรัสโควิด- 19 ตามที่บริษัทเดินเรือยืนยันมาแต่ต้น พรัอมกับเดินทางกลับประเทศถิ่นฐานตนเองอย่างปลอดภัย  

 


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน