วิเคราะห์ประเด็นร้อน

วิวาทะ “ส.ว.-ส.ส.ฝ่ายค้าน” สะท้อนความสะดุด ถนนแก้รธน.

24 กันยายน 2020 เวลา 7:40
 วิวาทะ “ส.ว.-ส.ส.ฝ่ายค้าน” สะท้อนความสะดุด ถนนแก้รธน.
เปิดอ่าน 302

             เวทีของรัฐสภา ซึ่งเปิดให้ถกเถียง เรื่อง “รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560” ก่อนจะลงมติรับหรือไม่รับหลักการ เพื่อเดินไปสู่การนับหนึ่งของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 

 

             ในวันแรกที่ผ่านมา  เร่ิมปรากฎเค้าลางความขัดแย้ง และความมีอคติต่อกันที่ชัดเจน ระหว่าง “สภาผู้แทนราษฎร​“ พรรคฝ่ายค้าน และ “วุฒิสภา”

 

             โดยฝ่ายค้าน ตั้งป้อม ปิดสวิซต์ “ส.ว.” ผ่านการริบอำนาจ เลือกนายกรัฐมนตรี และ ติดตาม เร่งรัด เสนอแนะงานปฏิรูปและงานตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ

 

             เพราะสิ่งที่พวกเขา คิด คือ ส.ว. เป็นกลไกสืบทอดอำนาจให้กับคณะปฏิวัติ ของ“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี”  และ เป็นองคาพยพที่นำไปสู่การอยู่ยั้งยืนยงของระบอบประยุทธ์ ในปัจจุบัน ดังนั้นจำเป็นต้องโละ “ส.ว.ชุดปัจจุบัน” แต่ครั้งจะโละแบบตรงๆ คงไม่เป็นผลดี จึงใช้วิธีเดินเกม ริบอำนาจที่เป็นหัวใจและต้นกำเนิด “ส.ว.แต่งตั้ง” ผ่านตัดอำนาจ ว่าด้วย การปฏิรูป




            ขณะที่ “ส.ว.” เองทราบถึงเจตนารมณ์ในข้อนี้ แม้ ร่างรัฐธรรมนูญ ที่สภาฯ เสนอจะไม่เขียนรายละเอียดชัด แต่หากผ่านการพิจารณาไปได้ “ส.ว.ในบทเฉพาะกาล” คงไม่ถูกบัญญัติไว้

 

            จึงกลายเป็นข้อเสนอแรงๆ จากส.ว. ว่า หากต้องการโละ หรือ ปิดสวิซต์ส.ว. ทางเดียวที่ควรทำ คือ ให้ “นายกฯ” ยุบสภาฯ เพื่อจะได้ตกไปตามกัน ทั้ง “สภาผู้แทนราษฎร” และ “วุฒิสภา” 

 

            นอกจากนั้นยังพูดแรงๆ ถึงข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ที่เพื่อประโยชน์ของบางพรรค บางฝ่าย ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ประชาชน ผ่านปากของ “จเด็จ อินสว่าง” 

 

            ซึ่งวิวาทะนี้สะท้อนให้เห็นชัด ถึงความไม่ลงรอยกันในฝ่าย ซึ่งอาจส่งผลต่อการลงมติ “ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ” ฉบับที่สภาฯ เสนอให้แก้ไข

 

            นอกจากนั้นยังมี ประเด็นที่เสนอให้ “ทอดเวลา”  พิจารณา ทั้งให้ทำ ประชามติก่อนที่รัฐสภาจะลงมติรับหรือไม่รับหลักการ วาระแรก รวมถึง กระแสที่จะมีผู้เสนอตั้ง "กรรมาธิการของรัฐสภาเพื่อศึกษาเนื้อหาก่อนลงมติรับหลักการ"

 

            อย่างไรก็ดี การอภิปรายของส.ว. และการตอบโต้นั้น ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า “ส.ว.ทั้งหมด” จะลงมติเป็นอย่างไร

 


               แม้จะมี “ส.ว.” ที่เคยแสดงความเห็น สนับสนุน แต่ยังไม่ชัดว่าจะครบเกณฑ์ที่ รัฐธรรมนูญ​มาตรา 256 กำหนดไว้ คือ ต้องใช้เสียงส.ว.เห็นชอบด้วยในวาระแรก จำนวน 1ใน 3 หรือ 84 เสียง หรือไม่

 

               ดังนั้น ในเวลาที่เหลืออยู่ ก่อนลงมติรับหรือไม่รับหลักการ  ควรแสวงหาความร่วมมือ มากกว่า การชี้นิ้วตราหน้าว่า “อีกฝ่ายนั้นคือตัวปัญหา"



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน