วิเคราะห์ประเด็นร้อน

‘ธรรมศาสตร์’ ตรงกลางระหว่าง ‘ประชาธิปไตย-เผด็จการ’

16 กันยายน 2020 เวลา 0:40
‘ธรรมศาสตร์’  ตรงกลางระหว่าง ‘ประชาธิปไตย-เผด็จการ’
เปิดอ่าน 311

'ธรรมศาสตร์' มรดกของคณะราษฎรที่ยังเหลืออยู่ กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในรอบเกือบสองทศวรรษนี้เป็นอีกสถาบันที่ตกอยู่ตรงกลางระหว่างความขัดแย้ง ไม่ว่าขยับไปทางไหนก็โดนวิจารณ์จากทุกฝ่าย

หากไม่นับเหตุการณ์เดือนตุลาคมทั้งกรณี 14 ตุลา และ 6 ตุลา มหาวิทยาลัยที่มีโดมเป็นสัญลักษณ์ได้กลายเป็นสมรภูมิทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัดในช่วงการก่อตัวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ดังจะเห็นได้จากการจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของ 'สนธิ ลิ้มทองกุล' ไปจนถึงเปิดเป็นพื้นที่ทางวิชาการให้มีการอภิปรายเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ของทั้งสองฝ่ายซ้ายและขวาอย่างตรงไปตรงมา เช่น กลุ่มนิติราษฎร์ เป็นต้น

แม้จะมีสถานะในลักษณะ “สนามเป็นกลาง” ให้กับทุกฝ่าย แต่ปรากฏว่าต่อมาธรรมศาสตร์ถูกตั้งคำถามในแง่มุมของรักษาประชาธิปไตย ภายหลังมีบุคลากรของมหาวิทยาลัยการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในองคาพยพของคณะรัฐประหารทั้งในปี 2549 และ 2557 ไม่ว่าจะเป็นการนั่งในตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เสียงวิจารณ์ถาโถมตามมาว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กำลังศิโรราบให้กับทหารหรือไม่ ทั้งๆที่ประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยที่ผ่านมาล้วนแต่ยืนต่อต้านเผด็จการแทบทั้งสิ้น

แต่ด้วยความที่ธรรมศาสตร์มีวัฒนธรรมภายในว่าจะไม่มีการเข้าไปแทรกแซงการทำงานซึ่งกันและกัน ทำให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยไม่อาจไปตีกรอบความคิดและเสรีภาพของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ซึ่งนี่เองทำให้ไม่มีใครสั่งใครให้ทำหรือไม่ทำอะไรได้




ในรอบสองทศวรรษมานี้ธรรมศาสตร์มีอธิการบดีมาหลายคน แต่ละคนล้วนแต่เผชิญกับศึกหนักแตกต่างกันไป เช่น อาจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ ถูกตั้งคำถามหนักกับการไล่อาจารย์สมศักดิ์ เจรียมธีรสกุล ผู้ต้องหาในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  ออกจากตำแหน่ง และการเข้ามาเป็นสมาชิกสนช.ในยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

เวลานั้นแรงกดดันพุ่งมายังอาจารย์สมคิดและธรรมศาสตร์พอสมควร ถึงขนาดที่ต้องระบายความในใจออกเป็นตัวหนังสือ "เรื่องลึกใต้ตึกโดม" เมื่อครั้งอำลาตำแหน่งอธิการบดี โดยระบุตอนหนึ่งว่า "ผมโชคร้ายที่มารับตำแหน่งอธิการบดีในช่วงที่อาจารย์สมศักดิ์ขาดราชการ"

ส่วนอธิการบดีคนปัจจุบัน ‘เกศินี วิฑูรชาติ’ จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ตอนแรกเหมือนจะไม่เจอกับแรงปะทะทางการเมืองเท่าใดนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่ได้มาจากคณะนิติศาสตร์เหมือนกับอธิการบดีสองคนก่อนหน้านี้ ประกอบกับได้ตำแหน่งนี้ในช่วงปลายยุคคสช.ด้วย

ด้วยเหตุนี้ทำให้ธรรมศาสตร์ช่วงหนึ่งไม่ได้พูดถึงในมุมมองทางการเมืองมากเท่าใดนัก แต่กลับถูกพูดถึงในประเด็นของการช่วยเหลือในทางสาธารณะมากกว่า เช่น กรณีของการแปรสภาพโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ให้เป็นโรงพยาบาลสนามในช่วงโควิด 19 หรือการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายให้แก่นักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด

แต่มาวันนี้ ‘ธรรมศาสตร์’ กำลังจะเป็นสนามรบอีกครั้ง ภายหลังการให้ใช้เป็นสถานที่ชุมนุมของกลุ่มนักศึกษา


ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พยายามยังคงหลักการ “เสรีภาพทุกตารางนิ้ว” ตามปรัชญาของอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ด้วยการเปิดให้ ‘ธรรมศาสตร์ รังสิต’ เป็นลานชุมนุมทางการเมืองหลายครั้ง จนเป็นที่มาของภาพมวลชนเรือนหมื่นบริเวณหน้าสนามกีฬา

ทว่าคำว่า ‘เสรีภาพทุกตารางนิ้ว’ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำลังถูกท้าทายว่ายังมีอยู่จริงหรือไม่ ภายหลังผู้บริหารมหาวิทยาลัยไม่ให้ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันที่ 19 ก.ย. โดยให้เหตุผลว่ากลุ่มผู้ชุมนุมไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข

เสียงที่เกิดขึ้นที่ตามมาภายหลังการตัดสินใจของผู้บริหารมหาวิทยาลัยมีทั้งคัดค้านและสนับสนุน ความหนักใจจึงตกอยู่ที่สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของธรรมศาสตร์คนปัจจุบัน เพราะครั้นจะให้ใช้พื้นที่ชุมนุมก็เกรงจะเกิดเหตุการณ์แบบวันที่ 10 ส.ค.หรือหากไม่ให้ใช้พื้นที่ แน่นอนว่าคำว่าเรื่องการมีเสรีภาพทุกตารางนิ้วย่อมจะดังขึ้นมาอีก

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหนึ่งในมรดกของคณะราษฎรที่ยังหลงเหลือมาถึงปัจจุบัน ซึ่งตั้งบนพื้นฐานของการให้ราษฎรได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้น เหตุการณ์ในวันที่ 19 กันยายน นอกจากจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงทิศทางการเมืองในอนาคตแล้ว ยังบ่งบอกถึงความคงอยู่ในปรัชญาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน