วิเคราะห์ประเด็นร้อน

เหตุผลที่ กลับลำ “วันชัย สอนศิริ” ประเมิน “นายกฯ" ไม่ต้องการ “ส.ว."

9 สิงหาคม 2020 เวลา 9:00
เหตุผลที่ กลับลำ “วันชัย สอนศิริ”  ประเมิน “นายกฯ" ไม่ต้องการ “ส.ว."
เปิดอ่าน 1,571

คนที่เคยเป็นเจ้าของคำถามพ่วง ให้ "ส.ว." ร่วมโหวตนายกฯ วันนี้กลับลำ เสนอริบอำนาจนี้ออกจากรัฐธรรมนูญแล้ว

            หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แสดงท่าทีผ่อนปรน ต่อกระแสเรียกร้องให้ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แม้จะบอกแค่ว่า “สนับสนุนให้แก้ไข ส่วนที่สมควรจะแก้ไข” ถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวก ท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมือง

 

            เมื่อท่าทีของ “นายกฯ” อ่อนลง แน่นอนว่าส่งผลให้ กองหนุนของ “บิ๊กตู่” มีท่าทีอ่อนลงเช่นกัน นั่นคือ ท่าทีของวุฒิสภา

 

            ที่ก่อนหน้านี้มีปฏิกิริยาไม่ยอมร่วมวง “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” แม้เคยมีคำชักชวน ก่อนการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ของสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ตาม

 

            ล่าสุด “วันชัย สอนศิริ” ส.ว. ที่เคยเป็นเจ้าของคำถามพ่วงประชามติรัฐธรรมนูญ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอให้ อำนาจ “ส.ว.” 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ร่วมเลือกบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับ เนชั่นสุดสัปดาห์ ถึง ข้อเสนอให้ ริบอำนาจ ”ส.ว.” โหวตเลือกนายกฯ ในที่ประชุมรัฐสภา ออกจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 272

 

            ที่เหมือนเป็นการกลับลำ ความคิด เจตนาตั้งต้นของตัวเอง

 

            ซึ่ง “ส.ว.วันชัย” บอกถึงเหตุผลโดยยอมรับถึงการปรับแนวคิด เพราะสถานการณ์ปัจจุบัน พ้นระยะเปลี่ยนผ่าน และการช่วยเหลือของ “ส.ว.”ต่อการประคับประคองบ้านเมือง ดังนั้นจึงหมดความจำเป็น 

 

            “ในแนวคิดตั้งต้นหลังการรัฐประหาร มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง เราต้องการการประคับประคองสถานการณ์ให้มีความเรียบร้อย ไม่เกิดแรงกระแทกจากสังคม แต่ตอนนี้บ้านเมืองกลับหน้า กลับหลังแล้ว คิดว่าไม่มีความจำเป็นที่ส.ว. จะได้สิทธิโหวตนายกฯอีก เพราะพ้นระยะเปลี่ยนผ่านมาแล้ว และส่วนตัวมองว่าการดำรงอยู่ของนายกฯ ไม่ได้อยู่ที่ ส.ว. แต่ควรขึ้นอยู่กับส.ส.ในสภาฯ”




            กับข้อเสนอ ตัด นั่งร้าน ของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้น หากวิเคราะห์อีกมุม คือ ภาพสะท้อนความน้อยใจหรืออะไรบางอย่าง กับรัฐบาล ที่ไม่ให้ความสำคัญกับ “ส.ว.” หรือไม่ เพราะเหมือนกับ ใช้งานเสร็จ นั่งร้านที่มี ถูกทิ้งร้าง และรื้อทิ้ง

 

            ในเรื่องนี้ “ส.ว.วันชัย” ปฏิเสธว่าไม่ใช่การส่งสัญญาณความน้อยเนื้อต่ำใจ หรือได้รับสัญญาณจากฝ่ายผู้มีอำนาจ แต่สิ่งที่เขามอง และคิดเสนอด้วยตัวของเขาเอง คือ การสร้างประชาธิปไตยที่เต็มใบให้กับระบบการเมืองไทย

 

            “อนาคตคนจะเป็นนายกฯ ได้ ต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ เพื่อเป้าหมายให้เกิดประชาธิปไตยแท้จริง หน้าที่ของส.ว. ที่เลือกนายกฯ ไม่จำเป็นต้องมีต่อไป หากยังบัญญัติไว้เชื่อว่า นี่คือเหตุของความขัดแย้ง คล้ายกับเป็นหนามตำเท้า ดังนั้นเพื่อลดปัญหาขัดแย้ง ความหวาดระแวง รวมถึงให้ยืนอยู่บนโลกของความจริง ทำรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ควรตัดทิ้ง และกำหนดบทบาทของส.ว. เหมือนที่รัฐธรรมนูญ 2540 และ รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดไว้ คือ กลั่นกรองกฎหมาย, ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน แต่งตั้งองค์กรอิสระหรือตำแหน่งสำคัญ"

            เมื่อถามต่อประเด็น การเล็งเห็นปัญหาอะไร ในระยะ 3 ปีของการใช้รัฐธรรมนูญ และ 1 ปีของ “พล.อ.ประยุทธ์” ที่ถูกขนานามว่าเป็น นายกฯ 500 (เสียงสนับสนุนจากส.ส. 251เสียง และ ส.ว. 249 เสียง) “ส.ว.วันชัย” ย้ำในมุมมองเชิงเปรียบเทียบว่า “เหมือนเครื่องบินคสช. ที่ร่อนลงแล้ว และไม่มี คสช.ต่อไป สำหรับรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ตอนนี้อยู่ได้เพราะส.ส.ในสภาฯ ไม่เกี่ยวกับส.ว. ดังนั้นตอนนี้ไม่มีความจำเป็น และต่อไปเชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ได้ ไม่ขึ้นอยู่กับส.ว.อีกต่อไป"

 

            สำหรับคำตอบ ที่ย้ำในเจตนาของตัวเอง และไม่ตอบตรงๆ นั้น ตอกย้ำความสงสัยที่ว่ามีจุดแตกหักอะไรกันหรือไม่ ที่จู่ๆ “ส.ว.” ถึงเสนอให้ริบอำนาจ ที่ผูกโยงกับกลไกสถาปนารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ในสมัยหน้า

 

            แต่ก่อนที่ข้อเท็จจริงเรื่องนี้จะปรากฎ “ส.ว.วันชัย” ออกตัวว่า นี่เป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับความเห็นทั้งหมดของวุฒิสภา

 


            “วุฒิสภา ยังไม่ได้คุยกันจริงจังเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการกิจการวุฒิสภา ยังไม่ได้คุยเช่นกัน แต่ผมเชื่อว่าความชัดเจนระดับองค์กรควรมี แม้ ส.ว. จะมีความเห็นไม่ตรงกัน เพราะเมื่อกระแสสังคมเกิดขึ้น คงไม่มีใครขัดข้อง เพียงแต่ยังไม่ตกผลึกว่า จะใช้รูปแบบใด ระหว่างข้อเสนอให้แก้เฉพาะมาตราที่เป็นปัญหา หรือ ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญรื้อใหม่ทั้งฉบับ”

 

            นอกจากนั้น ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรายละเอียดอื่นๆ “ส.ว.วันชัย” มองว่ามีสิ่งที่ต้องทบทวน เช่น ให้ ผู้นำเหล่าทัพและตำรวจ เป็นส.ว.โดยตำแหน่ง, คุณสมบัติและกระบวนการสรรหากรรมการในองค์กรอิสระ

 

            ส่วนที่มาของส.ว. นั้น เขายังมีมุมมองว่า ควรแก้ไขเช่นกัน

 

            “ผมเสนอให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ไม่เอาแบบที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเขียน เพราะจากการทดลองเลือกส.ว. 50 คน ในบทเฉพาะกาลนั้น เห็นชัดเจนว่ามีปัญหา ทั้งระบบวิธี ความทับซ้อน ความยุ่งยาก วุ่นวาย ส่วนที่ใครกลัวว่าจะเกิดสภาผัว สภาเมีย นั้น ควรเขียนกติกาให้ชัดเจน รัดกุม ห้ามคนสมัครส.ว. เป็นสมาชิกพรรค เป็นเครือญาตินักการเมือง"

 

            ส่วนความสำเร็จต่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ นั้น “ส.ว.วันชัย” มองว่า หนีไม่พ้นที่ส.ว.ต้องมีบทบาทร่วมพิจารณา ทั้งในการปรึกษาหารือ ร่วมกันเสนอแนะ โดยไม่นิ่งเฉย ขณะที่กระแสและปรากฎการณ์เรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญจากภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวนั้น ควรพิจารณา ไม่ใช่ปล่อยทิ้งไป และส.ว. ควรวางบทบาทของตนเองให้ดี ไม่ใช่ทำตัวเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

            ทิ้งท้ายกับเรื่องนี้ “ส.ว.วันชัย”​อาสาตัวเป็นแนวร่วมสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และสนับสนุนข้อเรียกร้อง แต่ไม่ถึงขั้นเป็นแนวร่วมของม็อบ ด้วยการออกไปร่วมชุมนุม.



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน