วิเคราะห์ประเด็นร้อน

“หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ”คนที่3 กู้ความเชื่อมั่นรัฐบาล?

30 มิถุนายน 2020 เวลา 7:45
“หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ”คนที่3 กู้ความเชื่อมั่นรัฐบาล?
เปิดอ่าน 875

ตำแหน่งรองนายกรฯ ด้านเศรษฐกิจ นายกฯต้องเลือกอย่างละเอียด จากคุณสมบัติที่ได้รับการยอมรับ และสร้างความเชื่อมั่น ตั้งแต่ยังไม่เข้าทำงาน

“หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล” เป็นตำแหน่งสำคัญถัดจากนายกรัฐมนตรี นอกจากหน้าที่กำกับดูแลนโยบายเศรษฐกิจที่จะส่งผลต่อประชาชนทุกระดับแล้ว การเลือกบุคคลมาทำหน้าที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ย่อมมีผลโดยตรง ต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงความเชื่อมั่นต่อตลาดเงินและตลาดทุน

ทุกครั้งที่มีการฟอร์มรัฐบาล หรือปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ เป็นตำแหน่งที่นายกรัฐมนตรี ต้องเลือกอย่างละเอียด จากคุณสมบัติ ที่ได้รับการยอมรับ และสร้างความเชื่อมั่น ตั้งแต่ยังไม่เข้าทำงาน

หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ต้องครบเครื่อง คือ นอกจากรู้เครื่องมือและนโยบายที่จะใช้กับเศรษฐกิจในแต่ละสถานการณ์ ทั้งเครื่องมือการเงิน-การคลัง ยังต้องรู้จังหวะที่เหมาะสมว่า เมื่อไหร่จะกระตุ้น จะเยียวยาเศรษฐกิจ ซึ่งหนีไม่พ้นที่จะต้องมีความรู้ในเศรษฐกิจมหภาคและจุลภาค และเข้าใจกลไกภาครัฐ 

ที่สำคัญต้องมี “บารมี” พอที่จะสั่งการองคาพยพทางเศรษฐกิจ ทั้งหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ รวมถึงการขอความร่วมมือจากภาคเอกชน

ในการบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเดือน พ.ค.2557 ยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนถึงรัฐบาลปัจจุบัน ที่พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ รวมเวลา 6 ปีเศษ ได้แต่งตั้งรองนายกรัฐมนตรี 2 คนเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล

คนแรก คือ ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล หรือ “หม่อมอุ๋ย” เป็นผู้มีประสบการณ์ในการบริหารเศรษฐกิจระดับประเทศ เคยเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์และต่อเนื่อง ในตำแหน่งเดียวกันในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 1 ปีเต็ม (ส.ค.2557-ส.ค.2558)




ช่วงนั้น หม่อมอุ๋ยได้ริเริ่มนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล การเดินหน้ารถไฟฟ้าสายในกรุงเทพฯ ที่ล่าช้ามานาน รวมทั้งมีความพยายามจะทำนโยบายเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในภูมิภาค เพื่อต่อยอดการค้าจากเศรษฐกิจชายแดน  โครงการเหมืองโปแตช การเร่งรัดออกใบประทานบัตรสำรวจแร่ รวมถึงพยายามผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ในเมียนมาให้กลับมาเป็นรูปธรรม 

แต่วาระ 1 ปี กลับไม่เห็นผลที่ชัดเจนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก และ ม.ร.ว.ปรีดียาธร มักบอกกับนักข่าวเศรษฐกิจที่ทำเนียบรัฐบาลว่า “เวลานี้เศรษฐกิจโลกยังไม่ดี กระตุ้นเศรษฐกิจไปก็จะไม่ได้ผล ไว้รอให้เศรษฐกิจโลกฟื้นก่อน ค่อยมาพูดเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจกัน”

การให้สัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายก่อนพ้นตำแหน่งของ ม.ร.ว.ปรีดียาธร ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนปรับ ครม.ในเดือนส.ค.2558 คือการให้สัมภาษณ์เรื่องความเป็นมาของต้น “เหลืองปรีดียาธร”

หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลคนที่ 2 ของ พล.อ.ประยุทธ์ คือ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เคยเป็นอาจารย์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และที่ปรึกษาธุรกิจขนาดใหญ่ก่อนเข้าสู่แวดวงการเมืองสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร รับหน้าที่รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

นายสมคิด เข้ามาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่เดือน ส.ค.2558 โดยนำทีมเศรษฐกิจ เข้ามาทำงานกระทรวงสำคัญ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการต่างประเทศ 

รวมถึงดึงนักการเงินอย่าง นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล จากธนาคารกรุงเทพ เข้ามาทำงานเป็นคณะทำงาน ก่อนจะเลื่อนเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ผลงานนายสมคิดในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช.ที่ทำงานต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ส.ค.2558 จนถึงครม.ใหม่ ในเดือน ก.ค.2562 ที่เด่นชัดคือ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หลายโครงการ เช่น รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการสนามบินอูตะเภา โครงการท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 รวมถึงโรดโชว์ดึงการลงทุนในเอเชีย โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น ที่นายสมคิดมีสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลของสองประเทศ


ช่วงที่นายสมคิด เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จีดีพีขยายตัวได้ 4.1% ในปี 2561 สูงสุดในรอบ 6 ปี ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ 2561 ขยายตัว4.1% สูงสุดรอบ 6 ปี และดัชนีหุ้นไทยสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 1850 จุด ช่วงต้นปี 2561 ซึ่งถือว่าได้สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน

เมื่อถึงรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” แม้จะมีรองนายกรัฐมนตรี 2 คน จากพรรคร่วมรัฐบาลมาแบ่งกระทรวงเศรษฐกิจไปกำกับดูแล แต่ภาพลักษณ์หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ก็ยังอยู่ที่นายสมคิด ซึ่งนายสมคิดมักระบุว่า หัวหน้าทีมเศรษฐกิจคือพล.อ.ประยุทธ์ ที่ตั้ง ครม.เศรษฐกิจ เป็นกลไกติดตามงานด้านเศรษฐกิจ

ทว่า การปรับ ครม.ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะเลือกหัวหน้าทีมเศรษฐกิจมาฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ร้อนจากนี้ 

ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประมาณการเมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า จีดีพีจะติดลบ 5-6% การส่งออกติดลบ 8% ต่อมาคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประมาณการเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา จีดีพีจะติดลบถึง 8.1% การส่งออกติดลบ 10.3% และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเหลือเพียง 8 ล้านคน จากปี2562 ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 39.7 ล้านคน

ในขณะที่หลายฝ่ายประเมินว่า การที่เศรษฐกิจจะกลับไปอยู่จะเดิมในระดับเดียวกับปี 2562 หรือช่วงวิกฤติโควิด-19 อาจใช้เวลาถึง 3 ปี

จึงเป็นภารกิจสำคัญของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ที่จะมาทำหน้าที่ฟื้นฟูทั้งเศรษฐกิจภายในประเทศ การลงทุนภาครัฐและภาคเอกชน การบริโภค รวมถึงฟื้นฟูกิจกรรมเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากภาคนอกทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยว

ต้องจับตาว่า หัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนที่ 3 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นยอดฝีมือคนใด

 

เขียนโดย : นครินทร์ ศรีเลิศ



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน