วิเคราะห์ประเด็นร้อน

Exclusive Talk "ยุทธพร อิสรชัย" ฉากอำนาจ คสช. แรงต้าน 6 ปีรัฐประหาร

22 พฤษภาคม 2020 เวลา 6:35
Exclusive Talk "ยุทธพร อิสรชัย" ฉากอำนาจ คสช. แรงต้าน 6 ปีรัฐประหาร
เปิดอ่าน 435

ถึงแม้การเลือกตั้งผ่านไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเรียกว่า "ประชาธิปไตยแบบควบคุมกำกับ" หรือ Limited Democracy

เป็นเวลาครบรอบ 6 ปีจากสถานการณ์จุดหักเหบ้านเมืองครั้งสำคัญ เมื่อหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 เวลา 16.30 เข้าสยบความขัดแย้งผ่านอำนาจรัฐประหารในวิกฤตการณ์ทางการเมืองไทย

เหตุการณ์ยึดอำนาจเมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา บันทึกไว้เป็นการ "รัฐประหาร" ครั้งที่ 13 ในประวัติศาสตร์ไทย ท่ามกลางแรงสนับสนุนและแรงต่อต้าน บนความแตกแยกเป็น 2 ฝ่ายตั้งแต่ปี 2557 จนถึงการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 มาถึงวันนี้ยังไม่มีสัญญาณใดชี้วัดทางออกให้บ้านเมือง ในสถานการณ์จุดเดือดความขัดแย้งที่รอวันปะทุ

"เนชั่นสุดสัปดาห์" พาไปพูดคุย "รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย" อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช สะท้อนภาพความเป็นไปของบ้านเมืองตลอด 6 ปี ตั้งแต่อำนาจ คสช.ในวงรอบเปลี่ยนผ่านประเทศถึงยุครัฐบาล "ประยุทธ์ 2"

เริ่มต้น รศ.ดร.ยุทธพร วิเคราะห์ 6 ปี คสช.ยึดอำนาจต้องย้อนกลับไปดูถึงการเข้ามา คสช.มีเป้าหมายหรือเป้าประสงค์อย่างไร โดยพบว่าการเข้ามาของ คสช.มาจากความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งในคำแถลงของการรัฐประหารในครั้งนั้น ได้ถูกพูดถึงการเข้ามาแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง และเข้ามาเพื่อให้การเมืองได้รับการปฏิรูป แต่เมื่อย้อนกลับไปดูถึงเรื่องการเมืองที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงวันนี้ผ่านมา 6 ปีแล้ว การปฏิรูปเรื่องต่างๆ ที่มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการกำหนดแผนปฏิรูป มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มีสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ต้องบอกว่ายังไม่ได้เห็นภาพที่ชัดเจนสำหรับองค์กรเหล่านี้ที่เกิดขึ้น




"การเข้ามาของ คสช.ในรอบ 6 ปีแทบไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไร การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค.2562 เห็นได้ว่าการเมืองไทยยังวนเวียนอยู่ในมิติแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นการอาศัยกลุ่มทางการเมือง อาศัยตระกูลทางการเมืองท้องถิ่น หรือกระบวนการที่ต้องอาศัยนักการเมืองหน้าเดิมๆ เพื่อสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ในพื้นที่ หรือเรียกว่าการเมืองในระบบเจ้าพ่อ สิ่งเหล่านี้ยังวนเวียนอยู่ ยังมีเรื่องของโควต้ารัฐมนตรี หรือเรื่องการต่อรองทางการเมือง ทั้งหมดเป็นการเมืองในมิติเดิมที่แทบจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย หลังจากการรัฐประหารที่ผ่านมาตลอด 6 ปี"

ส่วนการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ที่เป็นไปตามที่ คสช.เคยประกาศไว้ "รศ.ดร.ยุทธพรมองว่า เรื่องการปฏิรูปที่พอยังเห็นผลมากที่สุดจะเป็นการปฏิรูปด้านสังคมในบางส่วนเท่านั้น ที่มีการแก้ปัญหาการจัดระเบียบรถตู้ หรือจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์ ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพราะเมื่อหมดการใช้อำนาจเข้มข้นในยุค คสช.สิ่งเหล่านี้ก็เลือนหายไป ทุกอย่างก็กลับมาสู่วงจรเดิมที่ไม่เห็นอะไรเปลี่ยนแปลง จนท้ายที่สุดการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เข้ามากลับไม่ได้รับการแก้ไขในเชิงโครงสร้างของประเทศ อย่างเช่นปัญหาโควิด-19 ที่เข้ามา ทำให้เป็นภาพที่เห็นว่าเราแทบไม่เห็นอะไรที่เป็นมรรคผลจากการปฏิรูป

ขณะที่แรงต่อต้าน คสช.ตั้งแต่การยึดอำนาจ 22 พ.ค.2557 จนมาถึงการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 "รศ.ดร.ยุทธพรวิเคราะห์ให้เห็นว่า แรงต้านตรงนี้ไม่ได้เกิดจากกระบวนการต่อต้านเฉพาะ คสช.เท่านั้น เพราะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มี.ค.2562 ได้สะท้อนให้เห็นว่า ในเชิงอุดมการณ์ความคิดของคนในสังคมยังถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกอยู่ในอุดมการณ์ความคิดแบบ "อนุรักษ์นิยมอีกส่วนเป็นอุดมการณ์ความคิดแบบ"ก้าวหน้า" ทำให้คนในสังคมยังคงมีการต่อสู้ในเชิงอุดมการณ์ ถึงแม้การเลือกตั้งจะผ่านไปแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นประชาธิปไตยที่เรียกว่า "ประชาธิปไตยแบบควบคุมกำกับหรือ Limited Democracy 

"ในกลไกรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ทำให้หลายส่วนมีการกำกับควบคุมการคืนอำนาจให้กับประชาชนไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง 250 สว.ตามบทเฉพาะกาลที่มาจากการสรรหาของคสช. ทำให้สว.เหล่านี้สามารถกำกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง หรือบทบาทขององค์กรอิสระในการควบคุมนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเช่นกัน ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ทำให้พบแรงต่อต้านเกิดขึ้น ถึงแม้จะมีการบอกว่าจัดการเลือกตั้งแล้ว แต่การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์และไม่ได้รับการยอมรับ ทั้งในแง่ของที่มา กระบวนการจัดการเลือกตั้ง และผลการเลือกตั้ง"


ถามถึงแรงเสียดทานทางการเมือง และอนาคตของรัฐบาลชุดนี้ในฉากทัศน์ข้างหน้า "รศ.ดร.ยุทธพรมองไปที่แรงเสียดทานทางการเมือง 2 ส่วนที่ต้องพิจารณา 1.การเมืองในสภา 2.การเมืองนอกสภา โดยการเมืองในสภาคงไม่เป็นปัญหาอะไรที่น่ากังวลสำหรับรัฐบาล เพราะจากปัญหาเสียงปริ่มน้ำในเวลานี้ไม่มีแล้ว ดังนั้นรัฐบาลจะมีเสียงสนับสนุนจากฝั่งรัฐบาลด้วยกันจะเป็นเรื่องสำคัญ เพราะปัญหาความแตกแยกในพรรคร่วมรัฐบาล หรือปัญหาการต่อรองภายในพรรคพลังประชารัฐเป็นสิ่งที่น่ากังวลมากกว่า 

"วันนี้ฝ่ายค้านคงไม่สามารถทำอะไรได้มาก ในเชิงคณิตศาสตร์ทางการเมือง เพราะเสียงปริ่มน้ำไม่มีแล้ว ส่วนการต่อรองภายในพรรคร่วมรัฐบาลจะเกิดข้ึนเป็นลำดับ เนื่องจากสมดุลทางการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาลได้เปลี่ยนไป จากปรากฏการณ์ "ผึ้งแตกรัง" โดยมี 9 ส.ส.อดีตพรรคอนาคตใหม่ ย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ทำให้สถานะเสียง ส.ส.พรรคภูมิใจไทยขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 2 ของพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้การต่อรองมีสูงมากขึ้น เราจะได้เห็นการดิสเครดิตกันไปมาระหว่างพรรคการเมืองขนาดกลาง จากภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์"

"รศ.ดร.ยุทธพรยังวิเคราะห์ไปถึงเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกสภาหลังจากนี้ โดยเฉพาะ "แฟลชม็อบ" จากขบวนการนิสิตนักศึกษา จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาว่า รัฐบาลจะรับมือถือเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ เพราะแฟลชม็อบวันนี้ยังไม่ได้หายไปไหน แต่ด้วยข้อจำกัดทาง พรก.ฉุกเฉินปี 2548 หรือการปิดสถานศึกษาต่างๆ ทำให้
แฟลชม็อบยุติการเคลื่อนไหว แต่หลังจากนี้ไป คงเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลจะประกาศ พรก.ฉุกเฉินปี 2548 หรือปิดสถานศึกษาต่อเนื่องไป ดังนั้นการเผชิญการเมืองนอกสภาของรัฐบาลจากนี้ จะเป็นประเด็นท้าทาย ที่มีมากกว่าการเมืองในสภาด้วยซ้ำ.



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน