วิเคราะห์ประเด็นร้อน

งบประมาณ 63 สะดุด รัฐบาลอยู่ไม่รอด

22 มกราคม 2020 เวลา 18:30
งบประมาณ 63 สะดุด  รัฐบาลอยู่ไม่รอด
เปิดอ่าน 15,047

ศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นถึงการกระทำดังกล่าวว่า "เป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ทุจริต"

 

กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่กำลังสะเทือนรัฐบาลทันที ภายหลัง ' นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ' อดีตส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดประเด็นว่ามีการเสียบบัตรแทนของส.ส.ในระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2563 อย่างน้อย  2 คน

 

โดยส.ส.สองคนที่ว่านั้น คือ นาที รัชกิจประการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และ ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย ซึ่ง ' นิพิฏฐ์' มีข้อมูลที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะเป็นการแสดงให้เห็นว่ามีการกดบัตรลงคะแนนแทนกันจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกมายอมรับต่อสื่อมวลชนของ 'ฉลอง' ว่าตนเองไม่ได้อยู่ในวันที่ 11 ม.ค.ที่สภาฯได้ลงมติเห็นชอบกับร่างกฎหมายจริง ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงกระทำที่อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญชัดเจนมากขึ้น

             

 



 

ทันทีที่เรื่องนี้ปราฎเป็นประเด็นขึ้นมา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลได้เร่งเสนอเรื่องผ่าน ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภาเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา

 

ตามขั้นตอนเมื่อประธานสภาฯส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ในระหว่างการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีจะนําร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยมิได้ อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ส่งผลให้เกิดการประเมินจากหลายฝ่ายว่าครั้งนี้เป็นสถานการณ์ที่กยากลำบากที่สุดของรัฐบาลตั้งแต่มีอำนาจ

 

ทั้งนี้ เป็นเพราะเคยมีกรณีเทียบเคียงเมื่อครั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อปี 2556 (คำวินิจฉัยที่ 15-18/2556) ให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของส.ว.ตกไปทั้งหมด โดยมีสาเหตุหนึ่งมาจากการกดบัตรลงมติแทนของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งครั้งนั้นศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นถึงการกระทำดังกล่าวว่า "เป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ทุจริต"

 

"เห็นได้ว่าการกระทำเช่นนี้มีลักษณะผิดปกติวิสัยและมีสมาชิกรัฐสภาใช้บัตรแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนในระบบอิเล็กทรอนิกส์หลายใบ จากการรับฟังพยานหลักฐานและคำเบิกความพยานในชั้นการพิจารณาไต่สวนคำร้องเป็นเรื่องที่แจ้งชัดทั้งภาพวีดิทัศน์ และประจักษ์พยานที่มาเบิกความประกอบการถ่ายทอดการประชุมรัฐสภาในระหว่างที่มีการออกเสียงลงมติว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภาว่ามีสมาชิกรัฐสภาหลายรายมิได้มาออกเสียงลงมติในที่ประชุมรัฐสภาในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ แต่ได้มอบให้สมาชิกรัฐสภา บางรายใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนแทนในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม"

 

"การดำเนินการดังกล่าวนอกจากจะเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของการเป็นสมาชิกรัฐสภาซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือการครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนร่วมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามบทบัญญัติมาตรา 122 ของรัฐธรรมนูญแล้ว (รัฐธรรมนูญพ.ศ.2550) ยังขัดต่อข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ขัดต่อหลักความซื่อสัตย์สุจริตที่สมาชิกรัฐสภาได้ปฏิญาณตนไว้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 123 และขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนตามบทบัญญัติาตรา  126 วรรคสาม ที่ให้สมาชิกคนหนึ่งมีเพียงเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน”

 

“มีผลให้การออกเสียงลงคะแนนของรัฐสภาในการประชุมนั้นๆ เป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ทุจริตไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้แทนปวงชนชาวไทย เนื่องมาจากกระบวนการลงคะแนนเสียงที่ไม่ชอบด้วยข้อบังตับการประชุมของรัฐสภา และขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มิอาจถือว่าเป็นมติที่ชอบของรัฐสภาในกระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม" คำวินิจฉัยที่ 15-18/2556

 

จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีต เมื่อนำมาเทียบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากของรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วางบรรทัดฐานแล้วว่าการออกเสียงลงมติเป็นเรื่องเฉพาะตัวของส.ส.เท่านั้น หากฝ่าฝืนจะมีผลให้ร่างกฎหมายนั้นตกไป

 

สถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่แค่การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทั่วไป แต่เป็นถึงร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ฝ่ายบริหารมาขอความไว้วางใจจากประชาชนเพื่อให้สามารถนำเงินแผ่นดินออกมาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ดังนั้น หากกระบวนการขอความไว้วางใจของประชาชนเสื่อมเสียไปแม้แต่เล็กน้อยถึงขั้นที่ร่างกฎหมายต้องเสียไปทั้งฉบับ ย่อมเป็นเรื่องยากที่ฝ่ายบริหารจะยืนได้อย่างสง่างามในระยะยาว

 


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน