วิเคราะห์ประเด็นร้อน

งบประมาณ 2563 ‘ฝ่ายค้าน’ ไม่ดุอย่างที่คาด

9 มกราคม 2020 เวลา 7:50
งบประมาณ 2563  ‘ฝ่ายค้าน’ ไม่ดุอย่างที่คาด
เปิดอ่าน 1,868

เมื่อถึงวันอภิปรายจริง ปรากฎว่าฝ่ายค้านกลับไม่ได้เดินหน้าลุยแหลกอย่างที่ประกาศไว้

 

การเมืองสัปดาห์นี้คงไม่มีประเด็นไหนน่าสนใจเท่ากับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2563 ในวาระที่ 2 และ วาระที่ 3

 

ตามกำหนดการ 'ชวน หลีกภัย' ประธานสภาฯ เปิดโอกาสให้อภิปรายกัน 3 วัน ระหว่าง 8-10 ม.ค. โดยก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น ทางฝ่ายค้านไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่โหมโรงกันเต็มที่ว่าจะลุยแหลกกับวาระนี้อย่างเต็มที่ เพื่อเป็นการขยายแผลก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่อาจจะมีขึ้นในเดือนก.พ.ก่อนปิดสมัยประชุมสภา

 

อีกทั้ง กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยก็แสดงออกผ่านการขอปรับลดงบประมาณบางกระทรวง 100 % เพื่อเป็นการประกาศให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณ หรือแม้แต่การประกาศเตรียมยื่นให้องค์กรอิสระตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการจัดงบประมาณ

 

ทว่า เมื่อถึงวันอภิปรายจริง ปรากฎว่าฝ่ายค้านกลับไม่ได้เดินหน้าลุยแหลกอย่างที่ประกาศไว้ โดยปรากฎให้เห็นได้จากมติที่ออกมาในรายมาตราของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ

 

 




 

ฝ่ายค้านมาฉันท์มิตร กลัวกระแสตีกลับ

 

เริ่มตั้งแต่ การนับองค์ประชุมก่อนลงมติในวาระที่ 1 ว่าด้วยชื่อร่างพระราชบัญญัติ โดยฝ่ายค้านได้แสดงตนร่วมเป็นองค์ประชุมด้วย จากนั้นได้ใช้สิทธิงดออกเสียง 175 คน หรือในมาตรา 4 ว่าด้วยการกำหนดเม็ดเงินงบประมาณจำนวน 3.2 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ ฝายค้านก็ใช้สิทธิงดออกเสียง 137 คน โดยไม่ได้ลงมติไม่เห็นชอบแต่ประการใด

 

 

ที่สำคัญ ในการอภิปรายแต่ละมาตราของฝ่ายค้าน บรรดาส.ส.ก็ไม่ได้ใช้สิทธิในการอภิปรายทุกคน ทำให้การพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณผ่านไปแต่ละมาตราได้อย่างรวดเร็ว ทั้งๆที่ปกติหากเป็นการพิจารณาในสภาฯ กว่าจะผ่านไปได้แต่ละมาตรานั้นต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งวันเลยทีเดียว

 

ทั้งนี้ การใช้สิทธิ "งดออกเสียง" ของฝ่ายค้าน แม้จะเป็นเอกสิทธิตามข้อบังคับ แต่ด้านหนึ่งแสดงถึงนัยทางการเมืองด้วย เพราะเสมือนหนึ่งเป็นการรักษาน้ำใจในทำนอง "บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น" ประหนึ่งว่าไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับรัฐบาลแต่ก็ไม่ได้คัดค้านรัฐบาลเสียทีเดียว

 

การแสดงออกของฝ่ายค้านเช่นนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการสื่อความหมายในทางการเมืองพอสมควร กล่าวคือ ฝ่ายค้านจับกระแสสังคมได้ถูกจุดว่าเวลานี้สิ่งที่ประชาชนต้องการ คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งการจะแก้ไขนี้ได้จำเป็นต้องอาศัยเม็ดเงินงบประมาณจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้

 

จากภาวะและบรรยากาศที่เกิดขึ้น หากฝ่ายค้านตีรวนด้วยการอภิปรายยื้อเวลาให้นานที่สุด หรือ ใช้สิทธิในการโหวต “ไม่เห็นด้วย” แน่นอนย่อมจะเกิดโอกาสที่คะแนนระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยกับฝ่ายไม่เห็นด้วยจะห่างกันไม่เกิน 25 เสียง หากเป็นเช่นนั้นย่อมจะนำมาสู่การนับคะแนนใหม่เหมือนกับเมื่อครั้งพิจารณาญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษามาตรา 44 ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการนับคะแนนใหม่แต่ละมาตราไม่น้อยกว่าชั่วโมง

 

หากงบประมาณล่าช้าออกไป ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสด้านลบจะตีกลับมาที่ฝ่ายค้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งพรรคเพื่อไทยเคยมีบทเรียนจากการเดินพลาดจนต้องเสียเก้าอี้ส.ส.เขต 7 ขอนแก่นให้กับพรรคพลังประชารัฐ ทั้งๆที่พรรคเพื่อไทยเป็นเจ้าของพื้นที่มาเป็นเวลานาน โดยความพ่ายแพ้ส่วนหนึ่งมาจากการเน้นเรื่องการเมืองมากเกินไป โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่าเรื่องเศรษฐกิจ

 

บทเรียนที่เกิดขึ้น ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องปรับการเดินใหม่ มุ่งไปที่ปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นสำคัญ  โดยปล่อยให้วาระเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปตะลุมบอนกันในคณะกรรมาธิการวิสามัญที่สภาฯเพิ่งตั้งขึ้นมาแทน

 

 


 

ศึกในหนักกว่าศึกนอก

 

มาถึงจุดนี้ ประเด็นที่ว่าร่างกฎหมายงบประมาณจะผ่านสภาฯหรือไม่นั้นไม่น่าจะเป็นห่วงแล้ว เพราะฝ่ายค้านพร้อมจะใช้สิทธิงดออกเสียง เปิดทางให้เสียงข้างมากผ่านกฎหมายงบประมาณไปได้

 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความชื่นมื่นของรัฐบาลที่น่าจะผ่านกฎหมายงบประมาณไปได้ แต่ในมุมหนึ่งกลับแฝงความอึมครึมถึงความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลเช่นกัน เพราะส.ส.พรรคประชาธิปัตย์คนสำคัญหลายคนได้อภิปรายร่างกฎหมายงบประมาณในแง่ลบอย่างตรงไปตรงมา

 

กรณ์ จาติกวณิช’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายติงว่า “เสนอให้ปรับลดงบประมาณจำนวน 1% ซึ่งเป็นการเสนอในเชิงสัญลักษณ์ เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการจัดสรรงบประมาณที่ต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง อยากฝากรัฐบาลว่าเรามีความจำเป็นต้องจัดงบประมาณให้เหมาะสมเพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่างบประมาณที่ใช้นั้นเป็นไปเพื่อตอบสนองประชาชน ไม่ใช่หน่วยงานรัฐบาลเท่านั้น” 

 

หรือจะเป็นการอภิปรายของ ‘เทพไท เสนพงศ์’ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุว่า “การจัดทำงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลในปีนี้ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในชนบท เพราะการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2563 เป็นการจัดทำโดยข้าราชการประจำเป็นส่วนใหญ่ ฝ่ายการเมืองที่มาจากเลือกตั้งไม่มีโอกาสเข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็น และกำหนดการจัดงบประมาณในโครงการที่แก้ปัญหาของประชาชนในพื้นที่เลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดได้เลย”

 

ด้วยเหตุผลของเรื่องทั้งหมดนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงวนอยู่กับสถานการณ์เดิมๆ คือ ศึกนอกที่ว่าหนักแต่ก็ยังหนักไม่เท่ากับศึกใน ไม่รู้เหมือนกันว่าเพดานความอดทนของนายกฯจะเหลืออีกเท่าไหร

////////////////



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน