วิเคราะห์ประเด็นร้อน

อนค.ระส่ำ รอสัญญาณ”ธนาธร-ปิยบุตร”

12 ธันวาคม 2019 เวลา 15:37 น.
เปิดอ่าน 2668

พรรคกำลังมีปัญหาความเป็นเอกภาพอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่เกิดการโหวตสวนมติพรรคในสภา

 

นับเป็นสถานการณ์ยากลำบากอีกครั้ง ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคอนาคตใหม่ โดยอาศัยเหตุตามมาตรา 72 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2560

 

"ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย" เนื้อหาในมาตรา 72

 

โดยผลของการฝ่าฝืนจะมีโทษยุบพรรคตามมาตรา 92 (3) ถึงขั้นยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองเป็นเวลา 10 ปี ตามมาตรา 94 เทียบเคียงผลการยุบพรรคไทยรักษาชาติ

 

เส้นทางของคดีเมื่อเข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว จะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับศาลว่าจะมีการนัดสืบพยานหรือไม่ ซึ่งเคยมีบรรทัดฐานมาแล้วจากการไม่ไต่สวนในคดีพรรคไทยรักษาชาติ โดยทั้งหมดคงต้องรอดูความชัดเจนของศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง

 

แต่ก่อนถึงวันชี้ชะตา ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์ของพรรคอนาคตใหม่ระส่ำพอสมควร เพราะต้องยอมรับว่าพรรคกำลังมีปัญหาความเป็นเอกภาพอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่เกิดการโหวตสวนมติพรรคจากกรณีพระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562 และไปแสดงตนเป็นองค์ประชุมร่วมกับส.ส.รัฐบาลในการพิจารณาญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากคำสั่งและประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

 

จึงไม่แปลกที่ทำให้หลายพรรคต่างจับตามองสถานการณ์ของส.ส.พรรคอนาคตใหม่อย่างใกล้ชิด

 

 

สำหรับความเป็นเอกภาพของส.ส.เวลานี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มได้แก่ กลุ่มที่ใกล้ชิดกับ ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ ปิยบุตร แสงกนกกุลและกลุ่มส.ส.ที่มีความเห็นต่างจากพรรในเรื่องการทำงานการเมืองในสภาอย่าง ‘กวินนาถ ตาคีย์’ ส.ส.ชลบุรี ‘จารึก ศรีอ่อน’ และ ‘พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา’ ส.ส.จันทบุรี ‘ศรีนวล บุญลือ’ ส.ส.เชียงใหม่

 

สถานการณ์ ณ วันนี้ ต้องยอมรับว่า ‘ธนาธร-ปิยบุตร’ เริ่มใช้ปฏิบัติการปลาแยกน้ำเพื่อหาเลือดแท้อย่างชัดเจน

 

โดยเวลานี้สองผู้ยิ่งใหญ่ยังอยู่ในการตัดสินใจว่าจะตั้งพรรคการเมืองใหม่หรือไม่ เพราะกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่าจะมีส.ส.ของพรรคที่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคจะยังอยู่กับบ้านหลังใหม่ของพรรคอนาคตใหม่ในชื่ออื่นหรือไม่ หากหลายคนยังเลือกเดินกับ ‘ธนาธร-ปิยบุตร’ แม้ทั้งสองคนนี้จะไม่มีตำแหน่งในพรรค ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีการตั้งพรรคการเมืองสำรองเอาไว้ แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นอาจจะตัดสินใจไม่ตั้งพรรคการเมือง

 

ทางกลับกันส.ส.หลายคนโดยเฉพาะส.ส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งในกลุ่มที่โหวตสวนกับมติพรรค กำลังจับตาดูสถานการณ์ของผู้บริหารพรรคอย่างใกล้ชิดไม่ต่างกัน เช่น การพิจารณาว่าหาก ‘ธนาธร-ปิยบุตร’ จะตั้งพรรคการเมืองใหม่แล้ว ใครจะเข้ามาเป็นผู้บริหารและจะมีอุดมการณ์ที่ไปด้วยกันได้หรือไม่ รวมไปถึงการจัดโครงสร้างคณะกรรมการบริหารพรรคให้มีสัดส่วนที่เหมาะสมมากขึ้น อย่างการให้มีส.ส.เขตเข้าไปมีเสียงในการบริหารพรรค ก็อาจจะขอไปอยู่กับบ้านหลังใหม่ของพรรคอนาคตใหม่

 

 

การตัดสินใจไปอยู่กับพรรคการเมืองอื่นไม่ว่าจะเป็นพรรครัฐบาล หรือพรรคฝ่ายค้าน ไม่ได้มีผลดีต่อส.ส.พรรคอนาคตใหม่ในระยะยาว เพราะไม่ได้เป็นการการันตีว่าเมื่อย้ายไปอยู่แล้วจะได้ลงสมัคร ส.ส.ในพรรคการเมืองอื่นที่ว่านั้นหรือไม่ ซึ่งต้องไม่ลืมว่าการได้เป็นส.ส.เข้าสภานั้นส่วนหนึ่งมาจากกระแสฟีเวอร์ของ ‘ธนาธร-ปิยบุตร’ แม้จะเป็นส.ส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งก็ตาม

 

ถึงที่สุดแล้ว การเลือกอยู่กับพรรคอนาคตใหม่ที่ไม่ว่าจะเป็นชื่อไหนที่ยังคงมีเงาของ ‘ธนาธร-ปิยบุตร’ ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการเมืองที่ไม่มีความแน่นอนและระบบการเลือกตั้งที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างที่เป็นอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน