วิเคราะห์ประเด็นร้อน

ศึกในเพื่อไทย ‘ลักลั่น-หวาดระแวง’ ไม่รู้จบ

2 ธันวาคม 2019 เวลา 16:41 น.
เปิดอ่าน 1560

"ยามศึกเรารบ ยามสงบเรารบกันเอง" ยังคงเป็นประโยคที่ใช้ได้กับสถานการณ์พรรคเพื่อไทย

 

"ยามศึกเรารบ ยามสงบเรารบกันเอง..." ยังคงเป็นประโยคภาษาไทยที่ใช้ได้กับสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยได้เป็นอย่างดีในเวลานี้ ภายหลังปรากฎเป็นข่าวว่าส.ส.อีสาน เดินทางไปพบ 'ทักษิณ ชินวัตร' อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะไม่พอใจกับการบริหารพรรคของ 'คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์' ประธานยุทธศาสตร์พรรค

 

หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้สภาพพรรคแตกของพรรคเพื่อไทยก็ปรากฎให้เห็นมาเป็นระยะนับตั้งแต่คุณหญิงสุดารัตน์เข้ามาเป็นผู้บริหารพรรคหมายเลข โดยเฉพาะปรากฎ      การณ์อดีตส.ส.และแกนนำพรรคหลายคน เลิกที่จะหันหลังให้กับพรรคเพื่อไทย เพื่อไปร่วมกับ 'พรรคไทยรักษาชาติ'

 

แต่เมื่อพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ ก็ทำให้สายน้ำที่เคยแตกแยกกันไปนั้นไหลกลับมารวมกันได้ เพียงแต่การกลับเข้ามาก็มีความกินแหนงแคลงใจกันอยู่พอสมควร เพราะ ส.ส.จำนวนไม่น้อยไม่พอใจกับ การเลือกปฏิบัติทางการเมืองของคุณหญิงสุดารัตน์ระหว่างส.ส.อีสานกับส.ส.ภาคอื่นๆ โดยเฉพาะกทม.

 

ที่ผ่านมา ส.ส.อีสานของพรรคเพื่อไทย มองว่าเป็นกลุ่มส.ส.ที่ใหญ่ที่สุดของพรรค และคิดว่าควรจะได้รับการปฏิบัติและโควต้าทางการเมืองมากกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะอย่างตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร หรือ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ

 

ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะสิ่งที่ควรได้กลับไม่ได้ ตำแหน่งที่ควรได้รับกลับกลายเป็นตรงข้าม ทำให้ส.ส.อีสานเริ่มคิดประลองกำลังกับคุณหญิงสุดารัตน์ เริ่มตั้งแต่การมีส.ส.อีสานบางส่วนไม่เข้าร่วมประชุมเมื่อช่วงเดือนก.ย. จนทำให้พรรคร่วมฝ่ายค้านต้องแพ้โหวตให้กับส.ส.ซีกรัฐบาล 

 

และไม่สามารถตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ทั้งๆที่ถ้าเวลานั้นฝ่ายค้านไม่โดดร่ม โอกาสที่จะได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบรัฐบาลก็จะมีความเป็นไปได้มากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมานั้นคุณหญิงสุดารัตน์เองไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมพื้นที่ภาคอีสานหลายจุด ซึ่งเป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์และแกนนำพรรคระดมทีมลงพื้นที่ช่วยส.ส.เช่นกัน หลังจากเวลานั้นพรรคพลังประชารัฐและรัฐบาลพยายามใช้โอกาสนั้นช่วงชิงฐานคะแนนความนิยมมาจากพรรคเพื่อไทย

 

 

 

 

แม้ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘คุณหญิงสุดารัตน์’ กับส.ส.อีสานก็เริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่ส.ส.อีสานก็ยังไม่ได้รับการดูแลจากพรรคในหลายๆด้านเท่าใดนัก ประกอบกับเป็นจังหวะที่พรรคพลังประชารัฐพยายามทอดไมตรีมายังส.ส.อีสาน เพื่อตกปลาในบ่อเพื่อนภายใต้กลยุทธ์สร้าง “แนวร่วมไม่ประกาศตัว” โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นสะพานเชื่อมไมตรีระหว่างส.ส.อีสานพรรคเพื่อไทยกับพรรคพลังประชารัฐ

 

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงทำให้คุณหญิงสุดารัตน์เองไม่ค่อยพอใจกับส.ส.อีสานจำนวนหนึ่งที่ไปต่อท่อกับพรรคพลังประชารัฐ จึงเป็นที่มาของการลดโควตาของส.ส.อีสานบางส่วน มาให้กับส.ส.อีสานที่ยืนอยู่กับปีกของคุณหญิงสุดารัตน์

 

อย่างไรก็ตาม แม้ส.ส.อีสานจำนวนไม่น้อยจะไม่พอใจกับการบริหารพรรคของคุณหญิงสุดารัตน์ แต่ก็ตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ครั้นจะเอาใจออกห่างพรรคเพื่อไทย ก็กลัวไม่มีพื้นที่ยืน เพราะที่ผ่านมาก็อาศัยกระแสพรรคเพื่อไทยและอดีตนายกฯทักษิณมาตลอด จึงต้องทำใจอยู่กับความลักลั่นอย่างนี้ต่อไป

 

สุดท้ายพรรคเพื่อไทยอาจไม่ได้อยู่ในสภาพระเบิดเวลา แต่ก็อยู่บนความหวาดระแวงกันไปอย่างไม่รู้จบ