วิเคราะห์ประเด็นร้อน

‘ธนาธร’ ผู้นำมวลมหาประชาชน?

29 พฤศจิกายน 2019 เวลา 18:15 น.
เปิดอ่าน 8772

การตัดสินใจเหนือความคาดหมายครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของมวลมหาประชาชนเมื่อถึงเวลา

 

เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายไม่น้อยสำหรับการประกาศลาออกจากการเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2563 ของ 'ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ' หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

 

"ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพ่อแม่พี่น้องประชาชนจะเห็นความตั้งใจของเรา เห็นความพยายามของเราที่อยากจะนำความเปลี่ยนแปลงที่ดีสู่สังคมไทย และย้ำอีกครั้งว่า ในเมื่อพวกเขาไม่อยากให้ผมทำงานในสภาผู้แทนราษฎร ผมก็จะไม่อยู่ในสภา ผมก็จะกลับไปอยู่กับประชาชน"  เป็นคำประกาศต่อสื่อมวลชนที่อาคารรัฐสภา

 

สาเหตุที่ต้องบอกว่าการลาออกของธนาธรเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจนั้น ต้องย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่พรรคอนาคตใหม่เสนอชื่อ 'ธนาธร' เข้ามาเป็นกรรมาธิการวิสามัญฯ ต้องเผชิญกับกระแสกดดันและต่อต้านจากฝ่ายรัฐบาลอย่างมาก

 

 

โดยเวลานั้นธนาธรถูกตั้งคำถามถึงคุณสมบัติว่าจะสามารถดำรงตำแหน่งกรรมาธิการวิสามัญฯได้หรือไม่ เนื่องจากหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่อยู่ในสถานการณ์ "คนนอกก็ไม่ใช่ คนในก็ไม่เชิง"

 

กล่าวคือ แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้คนภายนอกที่ไม่ได้เป็นส.ส.เข้ามาดำรงตำแหน่งได้ แต่สำหรับธนาธรแล้วมีความลักลั่นพอสมควร โดยธนาธรเป็นส.ส.ที่อยู่ในระหว่างการถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ครั้นจะตีความว่าธนาธรเป็นคนนอกเพื่อให้มาทำหน้าที่กรรมาธิการวิสามัญฯได้ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะยังคงมีสถานะความเป็นส.ส.อยู่

 

แต่จนแล้วจนรอด แรงกดดันจากรัฐบาลก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะธนาธรยังสามารถเข้ามาร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการวิสามัญฯในทุกสัปดาห์ได้ตามปกติ อีกทั้งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ธนาธรพ้นจากความเป็นส.ส. ยิ่งเท่ากับเป็นการเปิดทางให้ธนาธรเป็นกรรมาธิการวิสามัญฯได้อย่างเต็มตัว

 

 

 

นับตั้งแต่ที่ธนาธรต้องพ้นจากความเป็นส.ส.ทำให้พรรคอนาคตใหม่ต้องปรับกลยุทธ์ทั้งในและนอกสภาอย่างมีนัยสำคัญ ไอเดียที่พรรคอนาคตใหม่พยายามเสนอ คือ การให้ธนาธรเข้าเป็นกรรมาธิการวิสามัญในสภาผู้แทนราษฎรในคณะที่สำคัญ

 

 

เช่น คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากประกาศ คำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 44 หากได้มีการตั้งในอนาคต รวมไปถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

โดยพรรคได้ประเมินว่าหากธนาธรได้เข้ามาเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญเหล่านี้ จะยิ่งเป็นปัจจัยงานการเมืองนอกสภาที่พยายามจะสร้างพลังที่นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญประสบผลสำเร็จมากขึ้น

 

แต่มาถึงจุดนี้สถานการณ์ในพรรคอนาคตใหม่กลับมาพลิกอีกครั้งผ่านการประกาศลาออกจากกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายงบประมาณ พร้อมกับประกาศทำงานนอกสภาเต็มตัว

 

หากจะประเมินถึงสาเหตุหลักที่ธนาธรเลือกที่จะเดินออกมาจากสภา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่ต้องการให้พรรคกลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตก เพราะต้องไม่ลืมว่าเวลานี้พรรคอนาคตใหม่มีคดีที่กระทบต่อสถานะความเป็นพรรคการเมืองถึงสองคดีที่อยู่ในกระบวนการ

 

ได้แก่ 1.คดีกู้เงินที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังพิจารณาอยู่ และ 2.คดีการกระทำที่อาจเป็นการล้มล้างการปกครอง ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้งสองคดีหากผิดขึ้นมาจะมีผลในปลายทาง คือ “ยุบพรรค”

 

 

 

แม้ด้านหนึ่งบรรดาแกนนำของพรรคจะไม่รู้สึกวิตกกับคดีที่เกิดขึ้น แต่ถ้าให้เลือกได้การยุบพรรคคงเป็นอะไรที่ไม่พร้อมสำหรับพรรคการเมืองที่กำลังไปได้สวยอย่างพรรคอนาคตใหม่แน่นอน

 

ดังนั้น เพื่อเป็นการตัดปัญหาธนาธรจึงเลือกเดินออกมา เพื่อให้ปล่อยให้ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค เป็นผู้นำของพรรคในสภาอย่างเต็มตัว ส่วนตัวเองก็ขอเลือกเดินบนถนนการเมืองนอกสภา ซึ่งได้ปูฐานและมีมวลชนที่คอยให้การสนับสนุนอยู่แล้ว

 

“อย่าเรียกอย่างนั้นดีกว่า” เป็นคำพูดที่ตอบคำถามสื่อมวลชนที่ถามว่าการลาออกครั้งนี้เป็นการประกาศที่จะลงสู่ถนนอย่างเต็มตัวใช่หรือไม่ แม้ธนาธรอาจจะกล่าวแบบติดตลก แต่ในอนาคต

 

 

ใครจะไปรู้ว่าการเริ่มการเมืองนอกสภาเต็มตัวโดยไม่มีสถานะใดๆในสภา

 

อาจเป็นจุดเริ่มต้นของมวลมหาชน ที่เมื่อถึงเวลาประเทศไทยคงได้เห็น “แกนนำม็อบหมื่นล้าน” ก็เป็นไปได้