วิเคราะห์ประเด็นร้อน

บิดเบือนช่วย “ธนาธร”

17 พฤศจิกายน 2019 เวลา 12:40 น.
เปิดอ่าน 2253

ไม่ว่าคุณจะทำสื่ออะไร ก็ผิดเพราะมันเป็นข้อห้าม จะเป็นสื่อเจ๊าะแจ๊ะไฮโซหรือ ศิลปวัฒนธรรม มันก็ผิดเพราะมันคือสื่อมวลชน

ก่อนจะถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน มีความพยายามของ “สื่อ” บางสำนักพยายามจะ “บิดเบือน” ให้เกิดการเข้าใจผิดว่า การที่ธนาธร ถือหุ้นสื่อเป็นสื่อประเภทเจ๊าะแจ๊ะไฮโซ

 

แม้นธนาธร จะถือหุ้นอยู่หลังสมัครรับเลือกตั้งก็ไม่น่าจะมีความผิด

 

การที่ “สื่อค่ายใหญ่” ค่ายนี้วิเคราะห์ชี้นำก่อนศาลตัดสิน ไม่มีอะไรนอกจากมีวัตถุประสงค์ให้คนอ่านคล้อยตามว่า ธนาธร ไม่มีความผิด แม้นจะมีหุ้นสื่อ แต่เป็นสื่อที่ไม่มีพิษสงที่จะสนับสนุนให้ธนาธร เป็นใหญ่เป็นโตในทางการเมืองได้

 

เป็นการอุ้มชู ธนาธร หลังจากธนาธร แถลงตัดหน้าศาลฯในวันที่15พฤศจิกายน ย่อมมีเจตนาไม่บริสุทธิ์

 

เนื้อหาที่ธนาธร แถลงถึงการทำสื่อของวีลัคมีเดียคือ

 

“บริษัทวีลัคมีเดีย ได้ผลิตนิตยสารWHO ฉบับสุดท้ายเดือนต.ค.2559 โดยเป็นผลิตภัณฑ์ของวีลัคฯ ส่วนหนังสือจิ๊บจิ๊บบริษัทวีลัคเป็นแค่ผู้ผลิต โดยผู้เป็นเจ้าของหนังสือดังกล่าวคือบริษัทนกแอร์ ส่วนหนังสือ Wealth บริษัทวีลัคเป็นผู้ผลิตแต่ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นเจ้าของ และปิดกิจการตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย. 2561 และยุติการดำเนินการและไม่มีพนักงานและบริษัทไม่มีรายได้ตั้งแต่ 26 พ.ย.2561 ดังนั้น วีลัคยุติกิจการไปแล้วและไม่มีผลิตภัณฑ์แล้ว เช่นนี้จะเป็นสื่อมวลชนได้อย่างไร เป็นบริษัทที่ไม่มีการปฏิบัติการใดๆแต่เป็นบริษัทที่รอการชำระบัญชีเท่านั้น

 

นี่คือถ้อยคำที่ ธนาธร แถลง

 

 

ธนาธร ย้ำอยู่2ประเด็นคือ กิจการของวีลัคมีเดียที่ทำ ไม่ได้เป็นสื่อมวลชน และกิจการวีลัคมีเดียปิดไปแล้วรอการชำระบัญชี

 

หากย้อนไปอ่าน รัฐธรรมนูญมาตรา98(3) ที่บัญญัติไว้ดังนี้

 

มาตรา 98 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

 

(3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ

 

การทำหนังสือหรือการทำนิตยสาร ไม่ว่าเนื้อหาสาระจะเป็นข่าวเจ๊าะแจ๊ะไฮโซ หรือข่าว การเมือง เศรษฐกิจ เส้นทางเศรษฐี ข่าวเทคโนโลยีชาวบ้าน หรือศิลปวัฒนธรรม

 

มันก็คือสื่อมวลชน ตามคำนิยามของ วงเล็บ3

 

ห้ามไม่ให้สมัครส.ส. ซึ่งมีคำพิพากษาศาลฎีกาให้ตัดสิทธิ์ผู้สมัครสส.ของพรรคอนาคตใหม่มาแล้ว

 

ไม่ทราบจะมาแก้เกี้ยวช่วยเหลือกันไปถึงไหน

 

 

มันก็เหมือนกับคดีข่มขืน ในประมวลกฎหมายอาญามาตรามาตรา 276

 

ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท

 

คำว่าข่มขืน ในกฎหมายไม่ได้ระบุว่าผู้ถูกข่มขืนจะเป็นคนสวยหรือไม่สวย ขอให้ลงมือข่มขืนติดคุกทั้งนั้น

 

เช่นเดียวกับการถือหุ้นบริษัทที่ทำสื่อ ไม่ว่าคุณจะทำสื่ออะไร ก็ผิดเพราะมันเป็นข้อห้าม จะเป็นสื่อเจ๊าะแจ๊ะไฮโซหรือ ศิลปวัฒนธรรม มันก็ผิดเพราะมันคือสื่อมวลชน

 

หรือว่า "สื่อที่หนุนธนาธร” จะบอกว่าข่มขืนคนขี้เหร่ไม่มีความผิด.