วิเคราะห์ประเด็นร้อน

ธนาธร นั่งกมธ.รื้อรธน.

12 พฤศจิกายน 2019 เวลา 10:22 น.
เปิดอ่าน 1120

ที่ผ่านมาพรรคพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ธนาธรสามารถเข้ามาส่งเสียงในสภาฯให้มากที่สุด

 

เหลืออีกประมาณ 1 สัปดาห์จะถึงวันที่ 20 พ.ย.ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีการถือหุ้นบริษัทวีลัคมีเดียของ 'ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ' หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

 

ผลคำตัดสินมีแค่ 'รอด-ไม่รอด' ซึ่งที่ผ่านมาห้วหน้าพรรคอนาคตใหม่ยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองมาตลอดว่าได้ดำเนินการทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นความสมบูรณ์ของการโอนหุ้น ภายหลังหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ยืนยันในหลักการตามหลักของกฎหมายเอกชนว่าการโอนหุ้นเป็นนิติกรรมเอกชน ความสมบูรณ์เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่มีการโอนหุ้น เพราะความสมบูรณ์ของการทำนิติกรรมดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นนับตั้งแต่มีการแจ้งต่อกระทรวงพาณิชย์แต่อย่างใด

 

พรรคอนาคตใหม่ กำลังลุ้นผลของคำวินิจฉัยด้วยความหวังพอสมควรว่าหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่จะได้เดินหน้าเข้าประชุมสภาผู้แทนราษฎรและลงมติได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่ต้องเข้ามายังอาคารรัฐสภาที่เกียกกายในฐานะติวเตอร์ให้กับส.ส.ของพรรคเท่านั้น

 

ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าธนาธรเปรียบเสมือนเป็นศูนย์รวมพลังของพรรคอนาคตใหม่ จึงไม่แปลกที่ไม่ว่าผลคำวินิจฉัยของศาลในวันที่ 20 พ.ย.จะออกมาในรูปแบบใด หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่จะยังคงชื่อ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" ต่อไปอย่างไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะไม่ได้มีโอกาสเข้ามานั่งและอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาพรรคพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ธนาธรสามารถเข้ามาส่งเสียงในสภาฯให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังจะเห็นได้จากการเสนอชื่อให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2563 พร้อมกับดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ

 

 

 

ด้านหนึ่งการทำงานของธนาธรในตำแหน่งยังไม่ค่อยสุดเท่าไหร เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามมีความพยายามจะช่องทางเพื่อให้ธนาธรพ้นจากตำแหน่งอยู่ โดยหยิบยกเอาคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวมาเป็นประเด็นเพื่อให้ขับธนาธรให้พ้นจากกรรมาธิการวิสามัญ

 

แม้กระแสกดดันในประเด็นดังกล่าวจะมีดีกรีลดลงและธนาธรยังคงทำหน้าที่ในกรรมาธิการวิสามัญต่อไปได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าตำแหน่งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯเป็นเพียงเก้าอี้ชั่วคราวเท่านั้น เพราะตามปฏิทินงบประมาณนั้นได้ระบุว่าการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญจะสิ้นสุดลงในช่วงกลางเดือนม.ค.2563 ภายหลังสภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ความเห็นชอบและส่งร่างกฎหมายงบประมาณให้กับวุฒิสภา

 

หากในวันที่ 20 พ.ย. ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่พ้นจากความเป็นส.ส. ถึงจะไม่กระทบต่อตำแหน่งหัวหน้าพรรคหรือสถานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณ เนื่องจากบุคคลภายนอกสามารถเป็นกรรมาธิการวิสามัญได้ แต่ทันทีที่สภาฯมีมติเห็นชอบกับร่างกฎหมายงบประมาณและส่งให้วุฒิสภาเมื่อไหร่เสียงของ ‘ธนาธร’ ในสภาฯที่จะสามารถใช้สิทธิ์ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญเพื่ออภิปรายในสภาฯจะสิ้นสุดลงเมื่อนั้น

 

ด้วยเหตุนี้ จึงเริ่มปรากฏว่าข่าวต่อสาธารณะออกมาจากพรรคอนาคตใหม่ว่ากำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการเสนอชื่อ ‘ธนาธร’ มาเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 

 

ตำแหน่งกรรมาธิการวิสามัญฯดังกล่าวมีนัยทางการเมืองมากพอสมควรเมื่อเทียบกับตำแหน่งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณ โดยเฉพาะในแง่ของเวลาการดำรงตำแหน่งและภารกิจหน้าที่

 

ในแง่ของเวลานั้น หากมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเรื่องศึกษแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมา แน่นอนระยะเวลาการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้น่าจะใช้เวลามากกว่า 180 วัน หรือประมาณ 6 เดือน อีกทั้งข้อบังคับการประชุมสภาฯยังเปิดโอกาสให้สามารถขยายเวลาตามแต่สมควรได้ด้วย

 

เรียกได้ว่าถ้าธนาธรต้องเจอกับอุบัติเหตุจนไม่ได้เป็นส.ส.ขึ้นมาจริง การเข้ามาเป็นกรรมาธิการวิสามัญเรื่องรัฐธรรมนูญ ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเช่นกัน

 

หรือในมุมของภารกิจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็มีจุดที่น่าสนใจไม่น้อยเหมือนกัน กล่าวคือ พรรคอนาคตจะได้สัดส่วนในกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 6 คนโดยประมาณ ซึ่งจะนำโดย ปิยบุตร แสงกนกกุล’ เลขาธิการพรรค ส่วนที่เหลือพรรคจะพิจารณาตามความเหมาะสมและจะมีที่ว่างพอสำหรับธนาธร หากหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ยืนยันที่จะเข้ามาทำงานนี้อย่างจริงจัง พรรคอนาคตใหม่พร้อมจะเสนอชื่อต่อสภาฯอย่างแน่นอน

 

“ภายในพรรคกำลังศึกษากันอยู่ พรรคจะวางตัวอาจารย์ปิยบุตร เป็นตัวหลักแน่นอน แต่สำหรับผมนั้นขณะนี้มีภารกิจในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2563 ดังนั้น การทำงานจากตอนนี้ถึงสิ้นปีคงจะมีเวลาออกไปทำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญน้อยลง เพราะเวลาส่วนใหญ่จะอยู่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ” คำให้สัมภาษณ์ที่สื่อนัยบางประการของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เมื่อวันที่ 10 พ.ย.

 

ท่าทีของธนาธรที่ออกมา ถ้าจะบอกว่ากำลังแบ่งรับแบ่งสู้ก็คงไม่ผิดนัก แต่ถึงอย่างไรธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ยังมีโอกาสตัดสินใจจนถึงวันที่ 20 พ.ย. เพราะเมื่อถึงวันนั้นแล้วธนาธรรอด เท่ากับว่าเดินเข้าสภาได้อย่างเต็มตัว แต่หากผลออกมาเป็นตรงข้าม

 

ภาพของ ‘ธนาธร-ปิยบุตร’ ที่เข้ามานั่งในคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อชำแหละรัฐธรรมนูญร่วมกันก็เป็นภาพทางการเมืองที่มีเป็นผลบวกต่อพรรคอนาคตใหม่ไม่มากก็น้อยเช่นกัน