วิเคราะห์ประเด็นร้อน

ไพ่ตาย ปชป. ปลดแอกแก้ รธน.

11 พฤศจิกายน 2019 เวลา 18:35 น.
เปิดอ่าน 1904

พปชร.รู้ดีว่าประชาธิปัตย์มี ส.ส.น้อยกว่า แต่กลับเป็นสถานการณ์ "ถือไพ่เหนือกว่า" 

 

ถึงแม้ชื่อ "สุชาติ ตันเจริญ" รองประธานสภาฯ คนที่ 1 จากพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) จะยอมถอยออกจากการถูกเสนอเข้าชิงตำแหน่งประธานกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกเหนือจากที่พรรคประชาธิปัตย์ มีมติให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กำลังถูกผลักดันให้เป็นประธานกมธ.วิสามัญชุดนี้เช่นกัน

 

แต่ไม่ทำให้แรงต้านจากแกนนำพรรคพลังประชารัฐน้อยลง จากเหตุผลที่ส่งสัญญาณไปถึงพรรคร่วมรัฐบาลว่าตำแหน่งนี้ต้องมาจากแกนนำรัฐบาลเท่านั้น เพราพก่อนหน้านี้ "สุชาติ" เคยเสียท่าต้องยอมถอยให้กับเกมต่อรองของประชาธิปัตย์ ในช่วงการเลือกประธานรัฐสภาฯ จนต้องเสียเก้าอี้ไปให้กับ "ชวน หลีกภัย" ขึ้นมายึดตำแหน่งนี้แทน แต่เมื่อมาถึงวาระการเสนอตำแหน่งประธาน กมธ. ทำให้พลังประชารัฐต้องการคุมเกมบนหัวโต๊ะ ประธาน กมธ.ชุดนี้ทั้งหมด 

 

เป็นสถานการณ์ที่พลังประชารัฐตกอยู่ในสถานะแพ้ไม่ได้ ถึงแม้ตัวเลขเก้าอี้ ส.ส.จะมีมากกว่าฝั่งประชาธิปัตย์เกือบเท่าตัว แต่กลับไม่มีอะไรการันตีได้ว่า ตำแหน่งประธาน กมธ.จะอยู่ในโควต้าของพลังประชารัฐ

 

ยิ่งนาทีนี้ได้เห็นการเดินเกมกดดัน จาก "เทพไทรายวัน" จากเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ออกมาเปิดประเด็นผลักดันนายอภิสิทธิ์สู่เก้าอี้ประธาน กมธ. โดยเฉพาะการไปจับจังหวะกดดันไปถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อส่งสัญญานไปให้พรรคพลังประชารัฐ "เสียสละ" ไม่สนับสนุนคนในพรรคมาแข่งขันกับอภสิทธิ์ 

 

ยิ่งวรรคสำคัญที่ "เทพไท" ส่งแรงบีบไปถึง "พลังประชารัฐ" ว่าหากพล.อ.ประยุทธ์อยากเห็นความปรองดองให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ให้มีความเป็นเอกภาพในพรรคร่วมรัฐบาล ควรดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้พรรคพลังประชารัฐสนับสนุนนายอภิสิทธิ์มาเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญในครั้งนี้ให้สำเร็จ

 

นอกจากนี้หากนับสัดส่วน กมธ.ชุดนี้ทั้งหมด 49 คน ได้ถูกแบ่งเป็น คณะรัฐมนตรี(ครม.) 12 คน ฝ่ายรัฐบาล 18 คน และฝ่ายค้าน 19 คน ทำให้การเคลื่อนขบวนในเกมของประชาธิปัตย์ที่ผ่านมาเจรจาไปถึงพลังประชารัฐ ว่าตำแหน่งประธาน กมธ.ไม่จำเป็นต้องเป็นของพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมาก เพราะเป็นการทำงานของสภาฯ เหมือนกรณีเลือกประธานสภาฯ ที่ได้ชื่อนายชวน หลีกภัย 

 

 

ระหว่างนั้นจึงเห็นภาพความขัดแย้งระหว่าง "เทพไท" กับ "สิระ เจนจาคะ" ส.ส.กทม. พลังประชารัฐ ออกมาวิวาทะอย่างดุเดือด จนล่าสุดนายสิระเตรียมออกมาฟ้องร้องหมิ่นประมาทกับนายเทพไทแล้ว 

 

นาทีนี้พลังประชารัฐรู้ดีว่าการที่ประชาธิปัตย์มี ส.ส.น้อยกว่า แต่กลับเป็นสถานการณ์ "ถือไพ่เหนือกว่า" จากเงื่อนไขแลก 52 เสียงตั้งรัฐบาล เพื่อดันพล.อ.ประยุทธ์มาเป็นนายกฯ อีกครั้ง ขีดเส้นใต้ 3 เส้นที่ประชาธิปัตย์ประกาศ "เตือนความจำ" พลังประชารัฐถึงหนึ่งในนโยบายเร่งด่วน 12 ข้อของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาฯ ได้บรรจุวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญลงไปด้วย

 

เกมนี้จึงเห็นประชาธิปัตย์ออกมาขย่มพลังประชารัฐรายวัน แต่เป็นช่วงเดียวกับที่พลังประชารัฐ จากวิปรัฐบาลเล่นเกม "ซื้อเวลา" พิจารณาวาระในญัตติศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรู้ดีกว่าหากปล่อยให้นายอภิสิทธิ์หลุดมาเป็นประธาน กมธ.ได้สำเร็จ เท่ากับว่า อดีตหัวหน้าประชาธิปัตย์จะถือความได้เปรียบต่อการคุม "หางเสือ" ในบันไดขั้นแรกต่อการแก้รัฐธรรมนูญทั้งหมด

 

จุดยืนเส้นขนานของประชาธิปัตย์และพลังประชารัฐในการแก้รัฐธรรมนูญ ยังเป็นจุด "หักเห" พรรคร่วมรัฐบาล เมื่อกลไกในรัฐธรรมนูญที่สร้างความได้เปรียบให้พลังประชารัฐ ในบทเฉพาะการเปิดทาง 250 ส.ว.มาร่วมโหวตนายกฯได้ ยังเป็นประเด็นที่ประชาธิปัตย์อยากเข้าไปปลดล็อคในเวที กมธ.ชุดนี้เป็นวาระแรกๆ 

 

ทำให้การต่อสายของประชาธิปัตย์ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไปยังระดับคีย์แมนของรัฐบาล อย่างน้อยเพื่อเจรจาลดความระแวงที่พลังประชารัฐกำลัง "ไม่ไว้ใจ" ประชาธิปัตย์ เพื่อแสวงจุดร่วมไปศึกษาในประเด็นของรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาจริงๆ 

 

จนถึงนาทีนี้ยังไม่มีสัญญาณจากวิปรัฐบาลว่า การประชุมสภาฯ วันที่ 13-14 พ.ย. สุดท้ายแล้วจะดันญัตติเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาหรือไม่ กลายเป็นสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อของพรรคร่วมรัฐบาลที่มี "สัญญา" ต่อรองที่เคยให้ไว้เป็นเดิมพัน