วิเคราะห์ประเด็นร้อน

ฝุ่นตลบชิงเก้าอี้รื้อรธน.

11 พฤศจิกายน 2019 เวลา 14:05 น.
เปิดอ่าน 489

ไม่ใช่แค่เก้าอี้ประธานแข่งกันอย่างดุเดือดตำแหน่งกมธ.ฯแก้ไขรธน.ก็ฝุ่นตลบไม่แพ้กัน

 

แม้เวลานี้จะยังไม่มีความชัดเจนว่าสภาผู้แทนราษฎรจะได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อไหร แต่ปรากฎว่าแต่ละพรรคมีการเสนอชื่อบุคคลเข้าชิงกันอย่างคึกคัก

 

เหตุหนึ่งที่ทำให้ยังไม่ทราบแน่ชัดได้ว่าสภาฯจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญได้เมื่อไหรนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการจัดระเบียบวาระที่ยังไม่ลงตัว โดยวาระการประชุมสภาฯในวันที่ 13 พ.ย.กว่าจะถึงวาระการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ปรากฎว่าสภาฯต้องพิจารณาเรื่องสำคัญอีกอย่างน้อย 9 เรื่อง

 

1.รับทราบรายงานประจำปี 2561 สถาบันพระปกเกล้า    

 

2.รับทราบรายงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

             

3.รับทราบรายงานการโอนงบประมาณรายจ่าย ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 51 รายจ่ายงบกลาง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 และรายงานการโอนงบประมาณรายจ่ายตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561  มาตรา 51 รายจ่ายบูรณาการ / รายจ่ายบุคลากร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562

             

4.รับทราบรายงานกิจการประจำปีงบดุล บัญชีกำไรและขาดทุนของบรรษัทตลาดรองสินเชื่อ ที่อยู่อาศัย สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31  ธันวาคม 2561

 

5.รับทราบรายงานสรุปผลการดำเนินงานในภาพรวมของทุนหมุนเวียน ประจำปีบัญชี 2561

             

6.รับทราบรายงานกิจการประจำปี งบดุล บัญชีกำไรและขาดทุนของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561 

             

7.รับทราบรายงานประจำปี 2561 ของศาลรัฐธรรมนูญ     

 

8.ร่างข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญยกร่างข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. .... พิจารณาเสร็จแล้ว                        

 

9.รายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว

 

 

 

เมื่อดูจากระเบียบวาระการประชุมสภาฯที่ออกมาแล้ว ทำให้ฝ่ายค้านต้องยอมรับสภาพไปก่อน โดยทำอะไรไม่ได้นอกจาก "รอ" เท่านั้น ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าสภาฯจะได้บรรเลงเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในช่วงปลายเดือนพ.ย.หรือต้นเดือนธ.ค.

 

แต่การรอในครั้งนี้ไม่ได้สูญเปล่าเสียทีเดียว เพราะระหว่างรอกันอยู่นั้นก็เป็นช่วงที่แต่ละฝ่ายจะโยนหินถามทางเกี่ยวกับบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ

 

ตัวละครลับที่มีการเปิดเผยชื่ออย่างเป็นทางการมีด้วยกัน 2 คน ได้แก่ 'อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ' อดีตนายกรัฐมนตรี จากพรรคประชาธิปัตย์ และ 'สุชาติ ตันเจริญ' รองประธานสภาฯคนที่ 1จากพรรคพลังประชารัฐ

 

สถานการณ์ล่าสุดปฏิเสธไม่ได้ว่าเต็งหนึ่งในเก้าอี้ตัวนี้เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก 'อภิสิทธิ์' เพราะได้แรงสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทย พรรคร่วมฝ่ายค้าน และพรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ที่ไม่ใช่พรรคพลังประชารัฐ

 

ขณะที่ 'สุชาติ' ซึ่งช่วงแรกเปิดตัวได้หวือหวา หวังจะเข้ามาเป็นคนคุมเกมการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองและคิดว่าพรรคอื่นๆจะเห็นด้วย เนื่องจากเห็นว่าเป็นสายตรงของผู้มีอำนาจในรัฐบาล แต่คดีกลับพลิก เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลต่างเมินหน้าหนี

 

ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากที่ผ่านมาในแง่มุมเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นพรรคร่วมรัฐบาลต่างมองพรรคพลังประชารัฐด้วยความไม่เป็นมิตรมากนัก โดยเป็นเพราะพรรคพลังประชารัฐยังไม่ได้แสดงความจริงใจต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญชัดเจน จึงเกรงว่าหากปล่อยให้รองประธานสภาฯจากพรรคพลังประชารัฐมานั่งหัวโต๊ะ อาจมีผลให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจถูกล้มตั้งแต่อยู่ในขั้นตอนการศึกษาของสภาฯ

 

 

 

ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆนอกจากพรรคพลังประชารัฐและพรรคร่วมฝ่ายค้านพร้อมเทใจโหวตให้กับ ‘อภิสิทธิ์’ อย่างเต็มใจ เพราะถึงอย่างไรอดีตนายกฯคนนี้พร้อมจะเป็นมิตรมากกว่าศัตรู

 

พอลมเริ่มเปลี่ยนทิศ มิตรที่คิดว่าจะสนับสนุนกลับตีตัวออกห่าง ส่งผลให้ ‘สุชาติ’ ใส่เกียร์ถอยแบบมีเชิงว่า “มีภาระหน้าที่ค่อนข้างมาก หากไปทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการที่เป็นเรื่องสำคัญและมีรายละเอียดมาก อาจทำได้ไม่เต็มที่ และผู้ที่จะเข้ามาเป็นประธานควรเป็นคนนอก เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหามีผลประโยชน์”

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีแต่เพียงตำแหน่งประธานกรรมาธิการวิสามัญที่แข่งกันดุเดือดเท่านั้น เพราะแค่ตำแหน่งกรรมาธิการวิสามัญฯก็แย่งชิงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัดส่วนพรรคพลังประชารัฐและคณะรัฐมนตรี

 

พรรคพลังประชารัฐ ได้สัดส่วนประมาณ 10 คน แบ่งเป็นคนนอกและคนในสภาฯอย่างละ 5 คน ปรากฏว่าส.ส.ในพรรคหลายคนแสดงเจตนาต้องการเป็นกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้เพื่อหวังเก็บไว้เป็นแฟ้มผลงานสำหรับการกรุยทางสู่ตำแหน่งกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต เช่น ไพบูลย์ นิติตะวัน ซึ่งเป็นคนหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้รัฐธรรมนูญ หรือ วีระกร คำประกอบ ไปจนถึง ‘วิรัช รัตนเศรษฐ์’ ประธานวิปรัฐบาล เป็นต้น

 

ส่วนโควตาของคณะรัฐมนตรี ราว 6 คน ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวในการทาบทามอดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเข้ามาร่วมงาน แต่ยังไม่มีใครตอบรับหรือปฏิเสธ หรือแม้แต่การพยายามส่งเทียบเชิญส.ว.ให้เข้ามาร่วมเพื่อต้องการสื่อให้เห็นว่ารัฐบาลเองก็มีความพยายามในการประนีประนอม ไม่ใช่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่เพียงอย่างเดียว

 

ดังนั้น ภาพรวมของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นสถานการณ์ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เพราะแค่การชิงเก้าอี้ยังห่ำหั่นกันขนาดนี้ ไม่อยากจะนึกต่อไปว่าเมื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญได้แล้ว จะเกิดการชิงไหวชิงพริบกันขนาดไหน