วิเคราะห์ประเด็นร้อน

จับสัญญาณ พปชร.ไม่อยากแก้ แค่เล่นไปตามน้ำ

8 พฤศจิกายน 2019 เวลา 16:24 น.
เปิดอ่าน 363

พรรคพลังประชารัฐได้ประโยชน์จากรธน.ฉบับปี 2560 ไม่แปลกจะมีปฏิกิริยาแก้ไขรธน.เฉื่อยชา

 

ธงการแก้ไขรัฐธรรมนูญปักลงแล้ว เมื่ออีกไม่นานนับจากนี้ สภาผู้แทนราษฎร จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามที่หลายพรรคการเมืองยื่นญัตติไว้ตั้งแต่สมัยการประชุมที่แล้ว

 

สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นธงของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ที่ตั้งไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งรัฐธรรมนูญ 2560 ผ่านความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติ ด้วยเห็นว่า เป็นรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตย และยังเป็นผลพวกของคณะรัฐประหาร

 

ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาล การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ได้ประกาศก้องว่าจะต้องมีการแก้ไขให้จงได้ กระทั่งต่อมา การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ ยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์ ยอมร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ 

 

สำหรับพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งถือว่าได้ประโยชน์จากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 มากที่สุด ดูเหมือนว่าจะมีปฏิกิริยาต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉื่อยชากว่าใครเพื่อน เพราะเป็นพรรคสุดท้ายที่ยื่นญัตติ ก่อนการปิดสมัยประชุมสภาครั้งที่ผ่านมา เพียงไม่กี่วัน

 

ทั้งนี้ หากดูจากปฏิกิริยา จะเห็นว่าพรรคพลังประชารัฐ ไม่มองเห็นความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะกับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นคนตั้ง “อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์” ขึ้นมาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ 2560 เองกับมือ มีหรือที่จะต้องการแก้ไขสิ่งที่ตัวเองตั้งใจไว้แต่ต้น

 

พล.อ.ประยุทธ์ พูดไว้หลายโอกาส ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยกเหตุผลความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีรัฐธรรมนูญแบบนี้ อันสามารถตอบโจทย์รอยรั่วหรือปัญหาเดิมที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

เช่นเดียวกับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และมีอีกสถานะคือประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ แม้เวลาออกหน้าสื่อ จะบอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สามารถทำได้ตามขั้นตอน แต่ลึกๆแล้ว “บิ๊กป้อม” เอง อยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้คงอยู่สถาพรสืบไป

 

เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า “บิ๊กป้อม” เปรียบเหมือนผู้จัดการของพรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการดีลกับนักการเมืองหลายกลุ่ม เพื่อให้มาเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ จนประสบความสำคัญในการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ได้ ส.ส.ทั้งสองระบบมากถึง 116 ที่นั่ง

 

 

แม้กระทั่ง ส.ส.พรรคพลังประชารัฐหลายคน ยังออกมายอมรับเองว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 เอื้อประโยชน์ต่อพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าจะเป็น “นายวีรกร คำประกอบ” ส.ส.นครสวรรค์ ที่บอกว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ดีไซน์ มาสำหรับพรรคอื่นเลย ดีไซน์มาสำหรับให้พรรคพลังประชารัฐได้เป็นรัฐบาลเท่านั้น จึงจำเป็นที่ต้องย้ายมาอยู่ตรงนี้ เพื่อให้ประเทศชาติได้นับหนึ่งได้”

 

เช่นเดียวกับ “นายสมศักดิ์ เทพสุทิน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่พูดตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้วว่า “การเลือกตั้งนี้ รัฐธรรมนูญดีไซน์มาเพื่อพวกเรา เราจึงต้องใช้ประโยชน์ในส่วนนี้”

 

กระนั้นเมื่อพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ถือธงแก้ไขรัฐธรรมนูญ บวกกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ยังถูกบรรจุเป็น 1 ใน 12 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล พรรคพลังประชารัฐ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องกระโดดลงมาร่วมเกมด้วย

 

โดยให้ฝ่ายกฎหมาย คือ “นายวิเชียร ชวลิต” ส.ส.บัญชีรายชื่อ ยื่นญัตติเสนอตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะส่งตัวแทนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกรรมาธิการ

 

ฉะนั้น จึงเหมือนการเล่นไปตามน้ำ แม้ความจริงแล้ว พรรคพลังประชารัฐ จะไม่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลยก็ตาม