วิเคราะห์ประเด็นร้อน

ข้อคิดจากเหตุการณ์ลอบโจมตีผู้บริสุทธ์ "15ชรบ."

9 พฤศจิกายน 2019 เวลา 08:22 น.
เปิดอ่าน 4738

จากการกระทำครั้งนี้ "บีอาร์เอ็น"จะเสียในทางแนวร่วมและมวลชน และเสียในทางการเมือง

 

เหตุการณ์การณ์ กลุ่มคนร้ายลอบยิงชุด ชรบ.เสียชีวิต 15 ราย ณ วัดสิริปุณณาราม  ต.ลำพระยา อ.เมือง จ.ยะลา  ได้นำมาซึ่งความสูญเสียครั้งใหญ่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่ามกลางความโศรกเศร้าเสียใจ ส่งเสียงประณาม เรียกร้องให้ยุติความรุนแรง  

 

โคทม   อารียา  ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล เป็นอีกบุคคลที่ลงพื้นที่แสวงหาสันติสุขให้เกิดขึ้นบนดินแดนด้ามขวานไทย  นำเสนอแนวทางข้อคิดเห็นต่อทุกฝ่ายร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาความไม่สงบมาโดยตลอด   

 

และจากเหตุการณ์ความสูญเสียของ ชรบ. ประชาชนผู้บริสุทธิ์  โคทม อารียา จึงได้ถ่ายทอดมุมมอง "ข้อคิดจากเหตุการณ์สังหาร 15 ศพ" ผ่านเนชั่นสุดสัปดาห์ไว้อย่างน่าสนใจ 

 

 .............

 

ปฏิกิริยาแรกมาจากเพื่อนคนหนึ่งที่อ่านข่าวจากมือถือของเขาให้ผมฟัง เขาบอกว่าเกิดข่าวใหญ่ที่ สำคัญมากแล้ว ปฏิกิริยาของผมคือ เสียใจและกังวล เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องร้ายที่จะก่อผลตามมา

 

ข้อคิดของผมก็คือ จะเยียวยาสังคม บรรเทาความสูญเสีย ป้องกันเหตุร้าย และพลิกฟื้นความสัมพันธ์ให้เป็นไปในทางที่ดีได้อย่างไร

 

ก่อนอื่น ผมขอร่วมแสดงคงความเสียใจต่อครอบครัวและญาติมิตรผู้เสียชีวิตและต่อผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ขอร่วมประณามผู้ที่เข่นฆ่าผู้อื่นโดยไม่เลือกหน้าและอย่างทารุณเช่นนี้ ขอให้กำลังใจแก่ผู้อยู่ในพื้นที่และรู้สึกไม่ปลอดภัย รวมทั้งให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในหน้าที่อย่างยากลำบาก

             

เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าคนในพื้นที่คิดอย่างไร จีงลองถามบางคนผ่านเพื่อน เป็นไปได้ไหมที่การก่อเหตุจะเป็นเรื่องภัยแทรกซ้อน ด้วยความรู้สึกของผมและคำตอบที่ได้ก็คือไม่ใช่ ผู้ก่อเหตุน่าจะเป็นคนในขบวนการฯ แต่เป็นฝ่ายไหนกันแน่ ฝ่ายมารา ปาตานี ที่กำลังอยู่ในการพูดคุยสันติภาพกับฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายบีอาร์เอ็นที่คุมกองกำลัง

 

คำตอบก็คือฝ่ายหลัง เพราะการสันนิษฐานว่า มารา  ปาตานี ก่อเหตุรุนแรงเพื่อกดดันฝ่ายรัฐบาลให้เริ่มการพูดคุยรอบใหม่หลังจากหยุดไปแรมปีย่อมขาดเหตุผล

 

มารา ปาตานี บอกเสมอมาว่าเห็นด้วยกับการสร้างความไว้วางใจ ซึ่งสวนทางอย่างยิ่งกับการก่อเหตุรุนแรงเช่นนี้ เมื่อสันนิษฐานว่าบีอาร์เอ็นฝ่ายกองกำลังเป็นผู้ก่อเหตุ คำถามต่อมาคืออะไรเป็นแรงจูงใจหรืออะไรเป็นข้อความ (message) ที่ต้องการสื่อออกมาด้วยเลือดของผู้ถูกฆ่าและอาจจะด้วยเลือดของตนเองในภายหลัง  

 

คำตอบคงจะต่างกันออกไป ฝ่ายความมั่นคงสายเหยี่ยวมีคำตอบชัดอยู่แล้ว เขาต้องการสร้างข่าว ต้องการสร้างความหวาดกลัว เขาไม่มีอะไรจะสื่อสารนอกจากการใช้ความรุนแรงอย่างเข้าตาจน เนื่องจากเขาไม่เข้าใจอะไรนอกจากความรุนแรง เราก็จะสื่อข้อความกลับไปว่า เราจะใช้ความรุนแรงที่ยิ่งยวดกว่า เพื่อปราบปรามพวกเขาให้หมดไป

 

เราจะเพิ่มการไล่ล่า จะบังคับใช้กฎหมายพิเศษต่อไปเพราะจำเป็นอย่างมากในการปราบปราม จะบอกกล่าวให้ประชาชนคอยแจ้งเบาะแสและแยกตัวออกมาจากพวกเขา เพื่อความสะดวกในการปราบปราม ส่วนเรื่องการพูดคุยสันติสุขนั้น เราไม่เกี่ยว ก็พูดคุยกันไป ส่วนเราก็ทำหน้าที่รบต่อไป

 

ฝ่ายความมั่นคงสายพิราบคงบอกว่า การปรับเปลี่ยนยุทธวิธีให้รัดกุมและมีประสิทธิภาพนั้นจำเป็นเพื่อลดการสูญเสีย แต่เรื่องสำคัญคือยุทธศาสตร์ เป้าหมายคือการหยุดยิงและการร่วมพัฒนาชาติในทุกด้านรวมทั้งด้านการเมือง และโดยทุกฝ่ายทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและเห็นต่างจากรัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วม ยุทธศาสตร์นี้ใช้กระบวนการพูดคุยสันติสุขเป็นเครื่องมีอไปสู่สันติภาพยั่งยืน

 

ต้องพยายามให้ผู้เห็นต่างทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการพูดคุย เป็นไปได้ไหมว่าบีอาร์เอ็นจะอ่อนกำลังลง จึงหันมาใช้การก่อเหตุรุนแรงครั้งใหญ่ซึ่งมีเจตนาและวางแผนมาอย่างดีนั้น เพื่อส่งข้อความว่า ขบวนการฯไม่ล่มสลายไปไหน เพียงแต่จะใช้ยุทธวิธี “ทีเผลอ” มากขึ้น สิ่งที่ต้องระวังคือการตอบโต้ที่เกินกว่าเหตุรวมทั้งการไม่ให้ความเป็นธรรม

 

สำหรับชาวบ้านชาวพุทธ นอกจากจะมีความเสียใจแล้ว ยังมีความโกรธแค้นด้วย บางคนโกรธทั้งขบวนการฯ โกรธทั้งฝ่ายความมั่นคงที่ไม่สามารถคุ้มครองความปลอดภัยได้ บางคนที่เป็นอาสาสมัครรักษาความปลอดภัยบอกว่าฝึกพวกเราเป็นอาสาสมัคร แต่ฝึกแล้วเราก็ไม่สามารถคุมครองตนเองได้ กลับตกเป็นเป้า

 

ฝ่ายขบวนการฯ อ้างว่าเราเป็นเป็นเป้าแข็ง (hard target) เพราะติดอาวุธ ส่วนทางการบอกว่าเราเป็นเป้าอ่อน (soft target) อยากจะสื่อข้อความไปยังฝ่ายขบวนการฯว่า เราอยู่ในหมู่บ้านของเรา เราต้องการให้หมู่บ้านของเราปลอดภัย เราไม่เกี่ยวกับการปราบปราบหรือเหตุการณ์อื่น ๆ นอกพื้นที่ของเรา เราไม่ใช่ศัตรูของใคร อย่ารุกมาโจมตีเราเลย

 

ชาวบ้านที่เป็นชาวมุสลิมไม่สนับสนุนการกระทำที่โหดร้ายดังกล่าว ส่วนใหญ่เชื่อว่าบีอาร์เอ็นเป็นผู้กระทำ แต่ก็มีบางคนที่เชื่อข่าวที่เล่าต่อ ๆ กันมาซึ่งเป็นเรื่องปลีกย่อยว่า ผู้เสียชีวิตที่เป็นมุสลิมนั้นไม่ปฏิบัติตามหลักศาสนาอย่างเคร่งครัด เมื่อประเมินดูแล้ว กระแสไม่เอาด้วยกับความรุนแรงมีความชัดเจนขึ้น ดูเหมือนว่าจากการกระทำครั้งนี้ บีอาร์เอ็นจะเสียในทางแนวร่วมและมวลชน และเสียในทางการเมือง

 

 

 

ผมสังเกตจากข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ว่า ความเห็นของผู้ให้สัมภาษณ์นั้น มีส่วนหนึ่งที่ตรงกันหมดคือ  1) เสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  2) เสียใจต่อครอบครัวและญาติมิตรของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย  3) ประณามการกระทำที่โหดร้ายครั้งนี้  4) ขอให้เร่งรัดการเยียวยาครอบครัว ซึ่งทางการก็ได้กระทำแล้ว  5) ขอให้จับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย  6) ขอให้ดูแลความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้น

 

แต่ก็มีความเห็นที่แตกต่างอย่างชัดเจนในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ ฝ่ายความมั่นคงส่วนหนึ่งจะบอกว่า เหตุการณ์แสดงว่าการใช้กฎหมายพิเศษยังจำเป็นอยู่ เพราะ    ขบวนการฯยังไม่หยุด แม้เราจะลิดรอนกำลังเขาได้เป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังเหลือกลุ่มเคลื่อนไหว  เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ที่เราต้องกำจัด เรามาถูกทางแล้ว

 

ฝ่ายค้านจะบอกว่า เลิกใช้กฎหมายพิเศษ (กฏอัยการศึก และ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน) ได้แล้ว โดยเสริมกำลังคนในพื้นที่ ทั้งตำรวจตระเวนชายแดน ตำรวจหน่วยพิเศษ อส. กำนันผู้ใหญ่บ้าน และให้การฝึกฝน ให้อาวุธยุโธปกรณ์ และเบี้ยเลี้ยงเพิ่มขึ้น

 

ผมในฐานะที่เชื่อในสันติวิธี รู้สึกว่าการพูดคุยสันติภาพที่เริ่มอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ยังไม่มีผลลัพธ์ที่ชัดเจน ผู้อำนวยความสะดวกคนก่อน (ดาโดะ ศรี ซัมซามิน) เคยกล่าวว่า ทั้งฝ่ายรัฐบาลไทยและฝ่ายขบวนการฯยังไม่มีเอกภาพ แม้ในฝ่ายความมั่นคงเองก็มีทั้งสายเหยี่ยวและสายพิราบ ในคณะพูดคุยก็มีทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยม

 

เช่น ผู้ที่มาจากกระทรวงการต่างประเทศ และฝ่ายที่อยากให้การพูดคุยเกิดความก้าวหน้า ส่วนฝ่ายขบวนการฯ ก็ยังแบ่งเป็นมารา ปาตานี กับบีอาร์เอ็นฝ่ายคุมกำลัง

 

ผมมีความเห็นว่า รัฐบาลควรมีความชัดเจนว่าจะทำให้การพูดคุยมีสัมฤทธิผล แม้จะต้องผ่อนปรนหรือยอมเสี่ยงในบางเรื่องก็ต้องยอม โดยที่ชัดเจนว่าจะไม่มีการแบ่งแยกดินแดนโดยเด็ดขาด (ถ้าใครพูดถึงแสดงว่าไม่จริงใจ เพราะทุกคนก็เชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดการแบ่งแยกดินแดนอย่างแน่นอน เพียงแต่ยกเรื่องนี้มาพูดเพื่อชักจูงนโยบายไม่ให้มีการผ่อนปรน เพราะ “จะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน”)

 

ฝ่ายขบวนการฯก็เช่นกัน ควรตกผลึกได้แล้วว่า การแบ่งแยกดินแดนหรือการทวงดินแดนคืนจะไม่เกิดขึ้น ดังนั้น ควรบ่งบอกเป้าหมายการต่อสู้ทางการเมืองให้ชัดเจนว่า ต้องการอะไร เช่น การปกครองท้องถิ่นที่ให้สิทธิให้เสียงแก่คนในพื้นที่มากน้อยเพียงใด ถ้าทั้งสองฝ่ายมีเอกภาพมากขึ้น ไม่แก่งแย่งการนำหรือคอยขัดขากัน การพูดคุยสันติภาพจะมีโอกาสนำสันติสุขและการพัฒนาพื้นที่ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคนในชายแดนใต้

 

ต้องแปลงวาทกรรมที่ทุกฝ่ายบอกว่าต้องการความสงบสุข ให้มีผลจริงในทางปฏิบัติ จึงจะลดการสูญเสีย ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นมานานเกินพอแล้ว