วิเคราะห์ประเด็นร้อน

‘ฝ่ายค้าน’ พึ่งบารมี ‘ชวน’ ต่อท่อวุฒิสภาดันแก้รธน.

5 พฤศจิกายน 2019 เวลา 10:57 น.
เปิดอ่าน 615

บารมีประธานชวนยังอาจแผ่ไปถึง ‘วุฒิสภา’ ในฐานะด่านสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกด้วย

 

การเมืองว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เริ่มกลับมามีความเคลื่อนไหวอีกครั้ง ภายหลังการประชุมสภาสมัยสามัญประจำปีครั้งที่สองได้เริ่มต้น และวันที่ 6 พ.ย. สภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมกันครั้งแรกอย่างเป็นทางการ

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าไฮไลต์ของสมัยประชุมนี้มีด้วยกัน 3 เรื่อง ประกอบด้วย 1.การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งฝ่ายค้านกำลังชั่งใจอยู่ว่าจะขอเปิดอภิปรายก่อนหรือหลังปีใหม่ แต่แนวโน้มและความเป็นไปได้น่าจะอยู่ประมาณปลายเดือนธ.ค.ก่อนเทศกาลปีใหม่ 2.การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2563 โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ และมีการวางกรอบไว้เบื้องต้นว่าน่าจะส่งร่างกฎหมายกลับเข้ามายังสภาฯได้อีกครั้งในช่วงกลางเดือนม.ค. 2563 และ 3.การศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

ทั้งนี้ ว่ากันเฉพาะด้วยเรื่องการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาถึงจุดนี้เริ่มมีความน่าสนใจขึ้นมาเป็นระยะ โดยในวันที่ 6 และ 7 พ.ย.สภาฯจะพิจารณาญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

 

โดยปัจจุบันมีด้วยกัน 4 ญัตติซึ่งเสนอมาจาก 5 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งยังไม่ทันที่สภาฯจะได้พิจารณาญัตติดังกล่าว ปรากฎว่าเกิดการชิงไหวชิงพริบกันให้เห็นแล้ว โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์

 

กล่าวคือ เทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ โยนชื่อ 'อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ' อดีตนายกฯ ถามทางว่าจะเห็นด้วยหรือไม่หากจะให้มาทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ

 

แต่ความน่าประหลาดใจไม่ได้อยู่แค่นั้น เนื่องจากท่าทีของพรรคร่วมฝ่ายค้านสองพรรคใหญ่อย่าง 'พรรคเพื่อไทย' และ 'พรรคอนาคตใหม่' ไม่ได้ขัดพรรคประชาธิปัตย์ หากถึงที่สุดแล้วพรรคประชาธิปัตย์จะเสนอชื่ออดีตนายกฯรายนี้ขึ้นมาจริงๆ

 

“เราหวังว่า ถ้าเรามีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาจากรัฐธรรมนูญที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำ รวมถึงการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมแบบนี้ ถ้าเห็นตรงกัน จริงใจตรงกัน ก็มีทางเดียวคือ เดินไปปลดล็อกมาตรา 256 ซึ่งก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกพรรคที่ได้ให้สัญญากับประชาชน และมองเห็นปัญหาว่ารัฐธรรมนูญเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศร่วมกันและเป็นปัญหาต่อการหยิบยื่นโอกาสให้ประชาชนอย่างทัดเทียมกัน ก็มาร่วมกันแก้ เพราะเรื่องนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของ แต่เป็นการทำเพื่อประชาชนร่วมกัน คำตอบจากคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เมื่อต้องตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงความเป็นไปได้ในการทำงานร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 3 พ.ย.

 

เหตุผลสำคัญที่ฝ่ายค้านไม่ได้แสดงท่าทีต่อต้าน 'อภิสิทธิ์' มากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องการสร้างแนวร่วมเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต เนื่องจากขั้นตอนของสภาฯในสัปดาห์นี้เป็นเพียงแค่การเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯเท่านั้น อีกทั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าวยังเป็นแค่การศึกษาด้วยซ้ำ ซึ่งยังห่างไกลกับคำว่า "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ" อยู่พอสมควร

 

เมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 อันเป็นของฝากจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นเหมือนกับการวิ่งมาราธอน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พรรคร่วมฝ่ายค้านต้องสร้างพันธมิตรทางการเมืองให้มากที่สุด

 

ยิ่งไปกว่านั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบนี้ ต้องยอมรับว่าต้องอาศัยบารมีของ ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ด้วย และหนึ่งในคนที่สามารถต่อท่อถึงเสาหลักพรรคประชาธิปัตย์รายนี้ก็คืออดีตนายกฯอภิสิทธิ์นั่นเอง ซึ่งในทางการเมืองคงไม่ต้องบรรยายว่าความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ชวน-อภิสิทธิ์’ นั้นเป็นอย่างไร เรียกได้ว่าแนบแน่นมาตั้งรุ่นพ่อของอดีตนายกฯกันเลยทีเดียว

 

 

 บารมีของประธานชวนยังอาจจะสามารถแผ่ไปถึง วุฒิสภา ในฐานะด่านสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อีกด้วย เพราะแม้ด้านหนึ่งอาจดูเหมือนว่าส.ว.หลายคนจะตั้งท่าค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างหนักแน่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สนใจกระแสเรียกร้องเลยเสียทีเดียว

 

เนื่องจากในอนาคตหากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ต้องเจอกับวิกฤตการเมืองแบบอดีตนายกฯหลายคนในอดีต อย่างน้อยการเปิดทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็อาจเป็นทางออกหนึ่งได้เหมือนกัน เหมือนกับที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยอ้างเรื่องการปฏิรูปประเทศเพื่อซื้อเวลาม็อบไล่รัฐบาลมาแล้ว

 

ครั้งนี้ก็เช่นกัน วุฒิสภาเองก็พร้อมเปิดรับข้อเสนอ เพียงแต่ฝ่ายค้านจะเข้าไปนั่งในใจของวุฒิสภาได้ก็ต้องอาศัยแรงของประธานสภาฯพอสมควร จึงไม่แปลกที่พรรคร่วมฝ่ายค้านไม่ได้ออกมาตั้งท่าค้านการกลับมาสภาฯของอภิสิทธิ์เสียทีเดียว

 

ขณะเดียวกัน ส.ว.ชุดปัจจุบันหลายคนต่างเคยเป็นส.ว.ในยุคที่เคยทำงานร่วมกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกฯด้วย และที่สำคัญในยุคของรัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลเดียวที่สามารถสร้างฉันทามติในรัฐสภาที่นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 ได้อีกด้วย

 

ดังนั้น หากอภิสิทธิ์ได้มานั่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาจริงๆ ย่อมทำให้การเดินสายเข้าพบวุฒิสภาเพื่อขอรับฟังความคิดเห็นเป็นไปได้ง่ายกว่าประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯที่เป็นคนอื่น

 

ทั้งหมดนี้ จึงอาจเป็นเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องยอมเปิดทางให้ ‘อภิสิทธิ์’ มาเป็นผู้นำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะการมาของอภิสิทธิ์นั้นหมายถึงการได้พลังจาก ‘ชวน หลีกภัย’ ไปในคราวเดียวกัน