วิเคราะห์ประเด็นร้อน

ความพยายามพรรคฝ่ายค้านในการแก้รธน.ยังเลือนลาง

4 พฤศจิกายน 2019 เวลา 07:45 น.
เปิดอ่าน 644

หากพล.อ.ประยุทธ์ เอาด้วย เท่ากับว่าส.ว. 250 คน ย่อมไม่มีทางปฏิเสธการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

เปิดสมัยประชุมสภาครั้งที่ 2 ของอย่างเป็นทางการไปตั้งเมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา แต่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะเริ่มต้นอย่างเป็นกิจจะลักษณะวันที่ 6 พ.ย. ส่วนการประชุมวุฒิสภาจะไปเริ่มวันที่ 11 พ.ย. ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าในสมัยประชุมนี้มีหลายเรื่องอาจจะมีผลต่อการกำหนดทิศทางการเมืองของไทยก็เป็นไปได้ หนึ่งในนั้น คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นนับตั้งแต่ก่อนและหลังการเลือกตั้งจนมาถึงการมีรัฐบาลและรัฐสภา ปรากกฎว่าเป็นประเด็นที่มีการพยายามหยิบยกขึ้นมาพูดมากที่สุด ถึงขนาดที่พรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่นำมาใช้เป็นวาระสำคัญของฝ่ายค้านเพื่อรณรงค์จุดกระแสให้ประชาชนส่งเสียงถึงความต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกมาให้ดังมากที่สุด

 

การเคลื่อนไหวของฝ่ายค้ายตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาได้ดำเนินการผ่านทั้งนอกและในสภา อย่างการเดินสายจัดเวทีในแต่ละภูมิภาคในโครงการ “ฝ่ายค้านพบประชาชน” แต่ระยะหลังการจัดเวทีที่ฝ่ายค้านเป็นเจ้าภาพนั้นดูเหมือนจะเงียบลงไปนับตั้งแต่การจัดเวทีพบประชาชนที่จังหวัดปัตตานีพร้อมกับมีการเสนอไอเดียการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ว่าด้วยความเป็นรัฐเดี่ยวของประเทศไทย นำมาสู่การฟ้องร้องเป็นคดีอาญาเมื่อไม่นานมานี ทำให้ฝ่ายค้านต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเจ้าภาพมาเป็นผู้ร่วมรายการแทนผ่านการร่วมเดินสายกับ คณะรณรงค์รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แทน

 

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายค้านนั้นไม่ได้มีเพียงแค่นอกสภา เพราะในสภาได้มีการเสนอญัตติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นำโดย สุทิน คลังแสง’ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านและ ปิยบุตร แสงกนกกุล’ เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งปัจจุบันสถานะของเรื่องที่ฝ่ายค้านเสนอถูกจัดให้เป็นเรื่องด่วนที่ 2 ของการประชุมสภาฯวันที่ 6 พ.ย.

 

แต่กระนั้นความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายค้านไม่ได้สูญเปล่าเสียทีเดียว เนื่องจากพรรคแกนนำรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา และ พรรคพลังประชารัฐ ต่างพร้อมใจเสนอญัตติต่อที่ประชุมสภาฯเพื่อให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนกับฝ่ายค้าน

 

แน่นอนว่าการเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในมุมของฝ่ายค้านอยู่ภายใต้เหตุผลทางการเมืองเพื่อตัดไฟแห่งความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลตั้งแต่ต้น เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์แสดงเจตนาชัดเจนมาตลอดว่าต้องการให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการเข้ามาร่วมรัฐบาล หากเงื่อนไขนี้ไม่บรรลุแล้ว มิเช่นนั้นไม่มีทางที่พรรคประชาธิปัตย์จะเข้ามาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ

 

ข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์นั้นมีธงมาตั้งแต่แล้วว่า 1.ต้องสภาร่างรัฐธรรมนูญ และ 2.เปลี่ยนระบบการเลือกตั้งส.ส.จากรูปแบบสัดส่วนผสมไปเป็นระบบอื่นแทน และที่สำคัญยังเตรียมทาบทาม ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ อดีตนายกฯ มาเป็นกรรมาธิการวิสามัญพร้อมกับจะเสนอชื่อดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯด้วย

 

 

แต่ดูเหมือนว่าพรรคพลังประชารัฐเองที่ผ่านมาก็ยังไม่รับลูกแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่าไหรนัก หนำซ้ำยังส่งสัญญาณว่าต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นให้รอบด้านก่อนเท่านั้น

 

ดังจะเห็นได้จากชื่อของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่พรรคพลังประชารัฐเสนอต่อสภาฯที่มีคำว่า “หลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รวมกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560” ต่างจากของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคชาติไทยพัฒนาที่

 

เรียกได้ว่าพรรคพลังประชารัฐเล่นเกมซื้อเวลายื้อแก้รัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน

 

ถึงกระนั้นเส้นทางของการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้มีขวากหนามเฉพาะพรรคพลังประชารัฐเท่านั้น แต่มี วุฒิสภา’ ร่วมจระเข้ขวางคลองด้วย โดยหากจะบอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับเสียงส.ว.ก็คงไม่ผิดนัก เนื่องจากรัฐธรรมนูญออกแบบให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจำเป็นจะต้องมีสัดส่วนเสียงของส.ว.ที่เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ไม่ได้ใช้แค่เสียงข้างมากแบบปกติเหมือนที่ผ่านมา

 

เมื่อดูจากท่าทีของวุฒิสภาขณะนี้ ถ้าไม่ได้หลอกตัวเองจนเกินไปต้องยอมรับว่าส.ว.ต่างไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่พอใจท่าทีของฝ่ายค้านที่นำเสนอเหตุผลของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะบนพื้นฐานของการกล่าวหาถึงความไม่ชอบธรรมในการเข้าสู่ตำแหน่งส.ว.ชุดปัจจุบัน
 

อีกทั้ง การที่ฝ่ายค้านไปแตะมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญจะด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือไม่ก็มีผลส.ว.ยิ่งกอดรัฐธรรมนูญฉบับนี้แน่นมากขึ้นไปอีก ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เริ่มจะยอมรับกระแสเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการเสนอให้ ชวน หลีกภัย’ ประธานรัฐสภา ตั้งคณะกรรมการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญในนามของรัฐสภาเหมือนที่เคยดำเนินการมาแล้วในอดีตจนเป็นที่มาของการร่างรัฐธรรมนูญพ.ศ.2540

 

เมื่อฝ่ายค้านเดิมเกมพลาด จึงไม่ต่างอะไรกับการเขี่ยลูกเข้าเท้าของส.ว. 250 คน อันจะยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญภายใต้บรรยากาศแบบนี้เป็นไปได้ยากมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว เพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะกดดันและบีบให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เห็นความสำคัญถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น

 

เพราะหากพล.อ.ประยุทธ์ เอาด้วย นั่นเท่ากับว่าส.ว. 250 คน ย่อมไม่มีทางปฏิเสธการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปได้