การเมือง

เสียบบัตรแทน สะเทือนมาตรา172

17 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 13:27
เสียบบัตรแทน สะเทือนมาตรา172
เปิดอ่าน 1,093

คำร้อง "ศรีสุวรรณ" ยังเน้นไปที่มาตรา 30 วรรคหนึ่ง และบทลงโทษประกอบ มาตรา 172 

เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ "ศรีสุวรรณ จรรยา" เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ "ป.ป.ช." สอบสวนการกระทำความผิด ส.ส.เสียบบัตรแทนกันเพิ่มเติมอีก 3 ราย

ล็อคไปที่ชื่อ 1.น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ 2.นายโกวิทย์ พวงงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท และ 3.นายภูมิศิษฏ์ คงมี ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย

รวมยอดเดิมที่ยื่นร้องกับ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 27 ม.ค.2563 จาก 4 คนตั้งแต่ 1.ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย 2.นางนาที รัชกิจปราการ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย 3.นายสมบูรณ์ ซารัมย์ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย และ 4.น.ส.ภริม พูลเจริญ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ

สรุปคำร้องที่ "ศรีสุวรรณ" ยื่นกับ ป.ป.ช.แบ่งเป็น ส.ส.พลังประชารัฐ 2 คน ส.ส.พรรคพลังท้องถิ่นไท 1 คน และส.ส.พรรคภูมิใจไทย 4 คน จากเหตุแห่งการเสียบบัตรแทนกันต่างกรรมต่างวาระ จากคำร้องนอกเหนือจากกรณี "เสียบบัตรแทนกัน" ช่วงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วาระ 2 และ 3 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 7 ก.พ.2563 ให้ถือว่าไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรมและไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

หากไปตรวจสอบข้อกล่าวหาตามที่ "ศรีสุวรรณ" ยื่นป.ป.ช.จำนวน 2 ครั้ง ยังมัดไปที่ประเด็นเข้าข่ายการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 185 อันถือได้ว่าเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือของผู้อื่น และอาจเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ และเข้าข่ายการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในประเด็นที่ต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน และต้องไม่มีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตําแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ 

 




นอกจากนี้ "ศรีสุวรรณ" ยังให้ตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญมาตรา 114 ที่ระบุไว้ ส.ส.และ ส.ว.ต้องไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงําใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ 

โดยเฉพาะมาตรา 120 วรรคสาม ที่บัญญัติถึงการออกเสียงลงคะแนนจะทำแทนกันไม่ได้ ประกอบข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562 ข้อ 80 วรรคสาม ระบุชัดเจนว่า "การออกเสียงลงคะแนนจะกระทำแทนกันมิได้"

ที่ผ่านมาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีบทลงโทษแห่งการกระทำ กรณีเสียบบัตรแทนกันในการพิจารณางบปี 2563 แต่คำร้องที่ส่งไปถึง ป.ป.ช.กลายเป็น "ข้อกล่าวหา" ต่อการกระทำของ 7 ส.ส.จาก 3 พรรคการเมือง เข้าข่ายการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 185 หรือไม่ 

 


ประเด็นสำคัญอยู่ที่คำร้อง "ศรีสุวรรณ" ต้องการให้ป.ป.ช.ตรวจสอบ-ลงโทษ ไปถึงบัทบัญญัติในเรื่องการสิ้นสุดลงของตำแหน่ง ส.ส.ตามมาตรา 101(7) ในรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งพบว่าในมาตรา 101 (7) ระบุถึงการเป็นสมาชิกภาพของ ส.ส.จะสิ้นสุดลงเมื่อมีการกระทําการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 185 

สำหรับคำร้องของ "ศรีสุวรรณ" ต้องการให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ "ผู้ถูกร้อง" ถือว่ามีความผิดตาม พรป.ป.ป.ช. 2561 ในส่วนหน้าที่และอํานาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ตามมาตรา 28(1) หรือไม่

เพราะในมาตรานี้ได้ให้อำนาจ ป.ป.ช.ไต่สวนและมีความเห็น กรณีมีการกล่าวหาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อํานาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง 

คำร้อง "ศรีสุวรรณ" ยังเน้นไปที่มาตรา 30 วรรคหนึ่ง และบทลงโทษประกอบ มาตรา 172 ใน พรป.ป.ป.ช.2561 บัญญัตไว้ว่า "เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตําแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อํานาจในตําแหน่งหรือหน้าท่ีโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ"

ทั้งหมดเป็นคำร้องในข้อกล่าวหาที่มัดไปถึง 7 ส.ส.เสียบบัตรแทนตามที่ "ศรีสุวรรณ" ยื่นตรวจสอบซึ่งอยู่ในกระบวนการพิจารณาจาก ป.ป.ช.จะรับเผือกร้อน "การเสียบบัตรแทนกัน" ไปสู่การวินิจฉัยตามข้อกฎหมายจากนี้หรือไม่.



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน