การเมือง

เลาะรั้วสภา "อนาคตใหม่" สู้ทุกประตู

14 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 21:09
เลาะรั้วสภา "อนาคตใหม่" สู้ทุกประตู
เปิดอ่าน 680

พรรคอนค.กำลังเผชิญสถานการณ์ยากลำบากถึงจะรู้ว่าตกที่นั่งลำบากแต่ก็ยืนหยัดสู้คดีเต็มที่

พรรคอนาคตใหม่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ยากลำบากอีกครั้ง ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยในคดียุบพรรควันที่ 21 ก.พ. ถึงจะรู้ว่าตกที่นั่งลำบาก แต่ด้านหนึ่งก็ยืนหยัดสู้คดีอย่างเต็มที่

ล่าสุดได้ยื่นหนังสือไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้เปิดการไต่สวนอย่างเปิดเผยอีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยยกคำร้องนี้มาแล้ว แต่คำร้องของพรรคอนาคตใหม่ที่ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งนั้นพรรคได้มีการยกเหตุผลใหม่ขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ

กล่าวคือ การที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้ทำบันทึกถ้อยคำของพยานจำนวน 17 ปากภายในวันที่ 12 ก.พ. พรรคไม่อาจสามารถดำเนินการได้ทัน เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเมื่อวันที่ 5 ก.พ. ซึ่งระหว่างนั้นเป็นวันหยุดราชการถึง 3 วันทำให้มีปัญหาในการจัดทำบันทึกถ้อยคำของพยานบางคนที่เป็นเจ้าหน้าที่กรรมการการเลือกตั้ง

อีกทั้งพยานบางส่วนที่พรรคอนาคตใหม่อ้างขึ้นมา ต่างเป็นพยานที่จำเป็นต้องอาศัยอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการเรียกเข้ามาเป็นพยานในชั้นศาลด้วย ดังนั้น ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้พรรคอนาคตใหม่จึงมีความประสงค์ให้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดศาลไต่สวนเป็นการเปิดเผย เพื่อเรียกพยานเหล่านี้มาให้ข้อมูลในชั้นศาล

 



อย่างไรก็ตาม ระหว่างรอวันชี้ชะตาในวันที่ 21 ก.พ.ที่จะมาถึง พรรคอนาคตใหม่ไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆเท่านั้น เพราะ 'ปิยบุตร แสงกนกกุล' เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ยืนยันระหว่างนี้พรรคยังคงทำงานในสภาและเตรียมตัวและความพร้อมสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะมาถึงในช่วงปลายเดือนก.พ.

นอกเหนือไปจากเรื่องคดียุบพรรคที่พรรคอนาคตใหม่กำลังติดตามอย่างต่อเนื่องแล้ว ปรากฎว่าพรรคอนาคตใหม่ก็ยังคงเดินหน้าเกาะติดเรื่องการเสียบบัตรแทนของส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรอยู่เป็นระยะ

ล่าสุด 'ธีรัจชัย พันธุมาศ' ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้เสนอญัตติต่อที่ประชุมสภาฯเพื่อให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบ เรียกร้องทำนองกดดันให้ 'ชวน หลีกภัย' ประธานสภาฯเร่งรัดเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องด่วน เนื่องจากเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน แต่ดูประธานสภาฯยังไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก

 

 

จากเสียงเรียกร้องตรงนี้ทำให้ 'สุกิจ อัตโถปกรณ์' ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องออกมาชี้แจงเรื่องนี้ว่า เนื่องจากญัตติดังกล่าวไม่เข้าองค์ประกอบของการเป็นญัตติด่วนทำให้ต้องบรรจุเข้าสู่การประชุมสภาฯเป็นญัตติปกติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผ่านการกลั่นกรองจากหลายฝ่ายแล้ว ดังนั้น การออกมากล่าวหาประธานสภาฯไม่มีความเป็นกลางจึงไม่ถูกต้อง

ปิดท้ายด้วยการทำงานของคณะกรรมาธิการที่น่าสนใจอย่างคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้พิจารณาความคืบหน้าโครงการชิมช้อปใช้ในการจ่ายเงิน โดยได้คณะกรรมาธิการฯได้มีข้อเสนอ 2 ประการ

ประกอบด้วย 1.ภาครัฐต้องมีความชัดเจนในการเยียวยาประชาชนผู้สุจริตทีได้รับผลกระทบจากโครงการ ภายใต้กรอบเวลาที่ชัดเจนและต้องมีมาตรการป้องกันการทุจริต และ 2.ภาครัฐควรนำผลประเมินความคุ้มค่าของโครงการมาพัฒนาและปรับแผนการดำเนินโครงการในเฟสสี่ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนต่อไป


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน