การเมือง

ดาบสอง "ฉลอง เทอดวีระพงศ์"

12 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 13:00
ดาบสอง "ฉลอง เทอดวีระพงศ์"
เปิดอ่าน 446

คำร้องของศรีสุวรรณต้องการให้ "4 ส.ส." ถูกตรวจสอบจนนำไปสู่บทลงโทษตามบทบัญญัติของกฎหมาย

"การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมิได้อยู่ในห้องประชุม แต่ปรากฏว่ามีการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตน และลงมติแทน ย่อมมีผลเป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ไม่สุจริต ทําให้ผลการลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ในวันและเวลาดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรมและไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ"

ถ้อยคำตอนหนึ่งจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 7 ก.พ.2563 ในคำร้องที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยื่นผ่านประธานสภาฯ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง (1) ว่า ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้อง ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่

เป็นหนึ่งประเด็นสำคัญนำไปสู่การวินิจฉัยครั้งนี้ว่า มีมูลเหตุสำคัญจากการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน จาก "ฉลอง เทอดวีระพงศ์" สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งที่นายฉลอง รับเองว่าไม่อยู่ในที่ประชุมตามวันและเวลาดังกล่าว

จนมาถึงการอาศัยอํานาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 74 ให้สภาฯ ดําเนินการให้ถูกต้องเฉพาะในวาระที่สองและวาระที่สาม จนไปถึงให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ก่อนกลับรายงานผลการปฏิบัติให้ศาลรัฐธรรมนูญภายใน 30 วันนับแต่วันที่ศาลมีคําวินิจฉัย คิอไม่เกิน 7 มี.ค.2563



ประเด็นนี้เองที่ศาลรัฐธรรมนี้วินิจฉัยถึงทางออกจากคำร้องที่ยื่นมาต่อความชัดเจนของร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท แต่ในฐานะบุคคลต้นเรื่องจากการเปิดข้อมูล "นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ" อดีต ส.ส.พัทลุง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไปถึง "ฉลอง เทอดวีระพงศ์" ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย จะมีผลแห่งการกระทำอย่างไร

เพราะเมื่อวันที่ 27 ม.ค.2563 "ศรีสุวรรณ จรรยา" เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นร้เรียนต่อ ป.ป.ช.สอบสวนการกระทำของนายฉลองครั้งนี้ โดยไม่ใช่แค่ชื่อนายฉลองอย่างเดียว แต่ยังมีชื่อนางนาที รัชกิจปราการ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย นายสมบูรณ์ ซารัมย์ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย และ น.ส.ภริม พูลเจริญ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ถูกยื่นให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบด้วย

โดยเฉพาะข้อกล่าวหาตามตำร้องจากนายศรีสุวรรณ ว่าการกระทำของ "4 ส.ส." เข้าข่ายการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 185 อันถือได้ว่าเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือของผู้อื่น และอาจเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ และเข้าข่ายการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในประเด็นที่ต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน และต้องไม่มีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตําแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

หาก ป.ป.ช.วินิจฉัยว่ามีความผิดอาจนำไปสู่การสิ้นสุดลงของตำแหน่ง ส.ส.ตามมาตรา 101(7) ของรัฐธรรมนูญ 2560 โดยพบว่าในมาตรา 101 บัญญัติถึง การเป็นสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะสิ้นสุดลงเมื่อใด โดยตาม (7) ได้ระบุว่า มีการกระทําการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 184 หรือมาตรา 185 ซึ่งเป็นไปตามคำร้องของนายศรีสุวรรณต้องการให้ "4 ส.ส." ถูกตรวจสอบจนนำไปสู่บทลงโทษตามบทบัญญัติของกฎหมาย

นอกจากนี้ ในคำร้องของศรีสุวรรณต้องการให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบผู้ถูกร้องว่า จะมีความผิดตาม พรป.ป.ป.ช.2561 มาตรา 28(1) หรือไม่ เพราะในมาตรานี้ได้ให้อำนาจ คณะกรรมการ ป.ป.ช.  ไต่สวนและมีความเห็นกรณีมีการกล่าวหาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อํานาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ผูกไปถึงผู้เกี่ยวข้องในการ "เสียบบัตรแทนกัน" เข้าข่ายตามมาตรา 30 วรรคหนึ่งใน พรป.ป.ป.ช.2561 ด้วย ซึ่งมีบทลงโทษประกอบ ตามมาตรา 172 ที่ระบุว่า "เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตําแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อํานาจในตําแหน่งหรือหน้าท่ีโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ"

ขณะนี้ ป.ป.ช.อยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาจากคำร้องที่สังคมกำลังรอคอยว่า ที่สุดแล้วจะมี "คำวินิจฉัย" ในผลแห่งการกระทำ "เสียบบัตรแทน" จากนายฉลองเป็นอย่างไร.


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน