การเมือง

ขีดเส้นจำกัด ‘ความมั่นคง’ ห้ามกระทบสิทธิเสรีภาพ

11 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 7:55
ขีดเส้นจำกัด ‘ความมั่นคง’ ห้ามกระทบสิทธิเสรีภาพ
เปิดอ่าน 374

มีการเสนอรายงานความคิดเห็นการแก้ไข รธน.ในหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชาวไทย

การทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่มี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ แม้จะไม่ปรากฎเป็นข่าวหวือหวา แต่ด้านหนึ่งก็มีการทำงานที่มีความคืบหน้าไปพอสมควร

โดยล่าสุดคณะอนุกรรมาธิการศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่น ๆ ที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน ได้มีการเสนอรายงานความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชาวไทย

โดยที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯมีความเห็นให้มีการปรับปรุงมาตรา 25 ว่าด้วยการให้บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทําการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการมีความเห็นให้ปรับปรุงเป็นสองแนวทาง




แนวทางที่ 1 เสนอโดย นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ที่มีความเห็นว่าบุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทําการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ เว้นแต่จะเป็นอันตรายต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนเท่านั้น จากเดิมที่เคยกำหนดให้เรื่องความมั่นคงของรัฐมาเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน

นายนิกร แสดงความคิดเห็นไว้ในรายงานสรุปความคิดเห็นถึงเหตุผลของการแก้ไขว่า เหตุที่ขอให้ตัดข้อยกเว้นเรื่องความมั่นคงของรัฐ เพราะความมั่นคงของรัฐอาจตีความได้หลายมิติ การกำหนดไว้อาจเกิดการตีความที่ทำให้กระทบสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินควร

แนวทางที่ 2 เสนอโดย นายชัยเกษม นิติสิริ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ ที่เห็นว่าควรให้ตัดข้อยกเว้นการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนในเรื่องความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนออกไปทั้งหมด เนื่องจากการที่มาตรา 25 ของรัฐธรรมนูญระบุไว้ในส่วนต้นว่า "การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ" ถือว่าเป็นการกำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้น หากจะไปกำหนดห้ามมิให้ใช้สิทธิเสรีภาพในเรื่องใดก็ควรนำไปกำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการนั้น


นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯยังมีความเห็นในประเด็นอื่นๆด้วยว่าควรให้มีการบัญญัติเรื่องสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อที่ประชุมประธานรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ สิทธิในการเข้าชื่อร้องขอให้วุฒิสภาถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นการบัญญัติเพิ่มเติมเรื่องสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เคยกำหนดไว้ในหมวด 7 ว่าด้วยการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชนของรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อให้เป็นการรองรับสิทธิของประชาชนที่ควรกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

ที่สำคัญ นายชำนาญ จันทร์เรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เสนอว่าควรบัญญัติหลักการแห่งการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งไว้ในมาตรา 3 ซึ่งอยู่ในหมวด 1 บททั่วไปว่า "รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม ซึ่งอาจถูกถอดถอนได้โดยประชาชน ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ" เพื่อเป็นการรองรับสิทธิของประชาชนในการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง

ขณะที่ มาตราอื่นๆที่สำคัญที่เริ่มมีอนุกรรมาธิการแสดงความคิดเห็นเห็นให้แก้ไข เช่น มาตรา 49 ว่าด้วยการให้สิทธิของประชาชนในการร้องโดยตรงศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งให้เลิกการกระทำของบุคคลในการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  โดยเสนอแก้ให้ต้องเป็นกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอก่อน ผู้ร้องขอถึงจะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ จากเดิมที่รัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 บัญญัติให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการพิจารณาของอัยการสูงสุดก่อน

.



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน