การเมือง

ความลับจากห้องประชุม‘งบประมาณ’ ต่อรอง-ล็อบบี้-คุมเข้ม

17 มกราคม 2020 เวลา 12:26
ความลับจากห้องประชุม‘งบประมาณ’ ต่อรอง-ล็อบบี้-คุมเข้ม
เปิดอ่าน 1,131

ไขความลับจากห้องประชุมกมธ.งบชุดใหญ่และอนุกมธ.แต่ละชุดมาเปิดต่อสาธารณะครั้งแรก

 

แม้ว่าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2563 ของสภาผู้แทนราษฎรจะจบลงไปแล้ว แต่ควันหลงของการประชุมมาราธอนยาวนานกว่า 4 วัน ก็ยังมีอยู่พอสมควร เพราะเวทีการอภิปรายงบประมาณครั้งนี้ ไม่ต่างจากเวทีแจ้งเกิดของส.ส.พรรคอนาคตใหม่หลายคน

 

 

โดยส.ส.หน้าใหม่ของพรรคอนาคตใหม่จำนวนไม่น้อย สามารถแสดงศักยภาพนำข้อมูลที่อยู่ในซอกหลืบของเอกสารงบประมาณมาตีแผ่กลางสภาผู้แทนราษฎรให้ประชาชนได้เห็นเป็นที่ประจักษ์ และจังหวะนี้เองที่พรรคอนาคตใหม่ได้จัดเวทีการอภิปรายงบประมาณนอกสภา เพื่อนำความลับในห้องประชุมคณะกรรมาธิการชุดใหญ่และคณะอนุกรรมาธิการแต่ละชุดที่พิจารณาในรายละเอียดมาเปิดต่อสาธารณะครั้งแรกในเวทีทีมีชื่อว่า How to ตัด : ตัดงบอย่างไรให้เหลือเท่าเดิม”

 

 



 

ทั้งนี้ การเสวนาเริ่มต้นที่ พลตำรวจตรี สุพิศาล  ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เล่าว่า “เมื่อพรรคได้แต่งตั้งให้ไปทำหน้าที่กรรมาธิการวิสามัญ และคิดว่าคงได้ตัดงบประมาณตามที่ตั้งใจ แต่สิ่งที่เห็น คือ กรรมาธิการวิสามัญมาจากรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่มีเสียงมากถึง 39 เสียง โหวตทีไรก็ชนะทุกที เราต้องไปต่อสู้ เพราะรัฐบาลคุมเสียงส่วนใหญ่”

 

 

“เอกสารตอนแรกมีแค่สองลัง แต่ตอนหลังมีอีกเป็นกองๆ รวมมากกว่า 500 เล่ม บางเล่มบาง บางเล่มหนา รัฐธรรมนูญบอกว่าการทำงบประมาณต้องสร้างผลสัมฤทธิ์ เราจึงต้องเข้าไปตรวจสอบตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ อ่านเอกสารกันหูตาแฉะเลยครับ”

 

จิรวัฒน์  อรัณยกานนท์ ส.ส.กทม. พรรคอนาคตใหม่ อธิบายว่า เราเป็นพรรคการเมืองใหม่ เข้าไปนั่งสภาครั้งแรก งบประมาณเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ เวลาพรรคการเมืองจะส่งคนเข้าไปทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญ ส่วนใหญ่จะใช้ระบบอาวุโส ต้องเป็นส.ส.หลายสมัยหรือเป็นรัฐมนตรีมาก่อน

 

“ครั้งแรกพรรคโทรมาหาผมให้เข้าไปทำหน้าที่ในกรรมาธิการวิสามัญ ผมเองจบด้านกฎหมายมาแต่ไม่เคยทำงานด้านงบประมาณมาก่อน เราได้เข้าไปทำงานนี้ก็ได้เห็นภาพรวมของการใช้งบประมาณ ความคาดหวังในการทำหน้าที่ในคณะอนุกรรมาธิการก็หวังว่าจะได้เข้าไปตัดงบประมาณที่มีความซับซ้อนหรือรายการใช้เงินงบประมาณที่ไม่เป็นประโยชน์ แต่เรียนตามตรงว่ามันมีสัดส่วนของระบบพรรคการเมือง และระบบรัฐบาลและฝ่ายค้าน อย่างในคณะอนุกรรมาธิการที่ผมทำหน้าที่นั้นมีฝ่ายรัฐบาล 6 คน ฝ่ายค้าน 4 คน เวลาโหวตอะไรก็แพ้ อันนี้คือความจริง”

 

 

“แม้จะเข้าไปคุยกับฝ่ายรัฐบาลจนสามารถตัดงบประมาณบางรายการได้ แต่สุดท้ายเมื่อคณะอนุกรรมาธิการตัดงบประมาณได้ ปรากฎว่าก็ต้องเข้าไปคณะกรรมาธิการชุดใหญ่ แล้วบอกให้คืนหน่วยงาน ทุกอย่างก็จบ”

 

“ที่ผมรู้สึกอึดอัดที่สุด คือ การที่เราเป็นนักการเมือง เราต้องวางตัวในระดับหนึ่ง และอย่าเกรงใจข้าราชการ แต่ปรากฎว่าในสภาพความเป็นจริง พอปลัดกระทรวงหรืออธิบดีกรมเข้ามา เวลาไม่ผ่านงบประมาณให้หรือต้องมีการเจรจา ก็ไปคุยกันข้างหลัง ปลัดและอธิบดีมีอะไรมาคุยกันกินข้าวกัน ผมว่าอย่างนี้ผมถือว่าไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อประชาชน อย่างนี้ใช้ไม่ได้ นี่คือเรื่องผิดปกติ”

 

จิรวัฒน์ สรุปว่า ความผิดปกติในส่วนของงบประมาณที่ผมเห็นตั้งแต่ระดับเบาไปถึงหนัก อย่างเบา เช่น ค่าเช่าคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งราคา 6 หมื่นบาทต่อปี แต่พอคณะอนุกรรมธิการสอบถามไปยังสำนักงบประมาณพบว่าส่วนใหญ่มีการจัดซื้อ 17,000 บาท เท่านั้น หรืออย่างหนัก เช่น งบประมาณของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่พยายามดึงประชาชนออกมาจากระบบการเมือง เพื่อให้ไปอยู่ในระบบทหาร เราจึงได้เห็นงบประมาณแจกจ่ายไปเพื่อทำภารกิจนี้

 

 

ด้าน สุรเชษฐ์  ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ระบุว่า “ผมเหมือนกับส.ส.อนาคตใหม่หลายคนที่เข้ามาทำงานด้วยเจตนาที่ดี เพื่อตรวจการใช้เงินอย่างละเอียด และเราก็ทำการบ้านมา แต่ก็ไปเจอกฎตามรัฐธรรมนูญ คือ มาตรา 144 วรรค3 ที่เป็นอุปสรรคต่อการพิจารณางบประมาณ โดยกฎหมายให้ตัดอย่างเดียว แต่เปลี่ยนให้ไปเพิ่มเป็นอย่างอื่นไม่ได้”

 

“ในการทำงานของคณะอนุกรรมาธิการ ก็มาเจอเรื่องโควต้าทางการเมือง ฝ่ายรัฐบาล 6 คน ฝ่ายค้าน 4 คน โหวตอย่างไรฝ่ายค้านก็แพ้ ดังนั้น สิ่งที่ตัดงบประมาณได้จริงๆนั้นก็ต้องเป็นไขมันในทางงบประมาณจริงๆ แต่ไม่ได้มีการตัดรายการใช้งบประมาณที่ไม่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง”

 

 

“เราชี้แจงสารพัดเหตุผลเพื่อให้ตัดงบประมาณ แต่สุดท้ายมาจบด้วยการโหวต โดยฝ่ายรัฐบาลที่มีมากกว่าพยายามจะไม่ใช้การโหวตเพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศการทำงาน ต่อให้เราพยายามพูดมากอย่างไร สุดท้ายประธานในที่ประชุมก็จะบอกว่าจะยอมรับการลดงบประมาณได้เท่าไหรในภาพรวม แทนที่จะตัดเป็นรายรายการที่เป็นรายการที่ไม่มีความจำเป็นจริงๆ”

 

สุดท้าย เอกการ ซื่อทรงธรรม ส.ส.แพร่ พรรคอนาคตใหม่ กล่าวในทำนองเดียวกันว่า “การเข้าไปทำงานในคณะอนุกรรมธิการ ทีแรกนึกว่าทุกคนจะแฮปปี้ ปรากฎว่ามีการล็อบบี้ตำแหน่งกันเรียบร้อย ทั้งประธาน เลขานุการ และโฆษกคณะกรรมาธิการ เมื่อเราเข้ามาทำงานก็พบว่าเจอการทำงานในลักษณะที่มองทุกอย่างเป็นง่ายๆ แต่มีการทำกันตอนไหนก็ไม่รู้ ไปคุยกันแบบไหนก็ไม่ทราบ หรือมีการล็อบบี้ก่อนเข้ามาในห้องประชุมกันหรือเปล่า”

 

 

“คณะอนุกรรมาธิการที่ผมเข้าไปทำงานไม่มีการลงมติ แต่มีลักษณะอะลุ่มอล่วยในเชิง "เอาน่า..." "ปล่อยๆไป" หรือมีการเสนอเพื่อให้เราเคารพการตัดสินใจของพรรครัฐบาล และทุกอย่างก็อยู่ที่ประธานคณะอนุกรรมาธิการ”

 

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าพรรคอนาคตใหม่ได้กลายเป็นผู้สร้างมาตรฐานใหม่ในการอภิปรายแล้ว จึงไม่แปลกที่กระแสของพรรคอนาคตใหม่ยังคงแรงดีต่อเนื่องและไม่ตกลงอย่างที่ใครหลายคนได้สบประมาทเอาไว้

 


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน