การเมือง

วิ่งป่วนเมือง

13 มกราคม 2020 เวลา 10:03
วิ่งป่วนเมือง
เปิดอ่าน 1,937

ธนาธร คงเห็นแล้วว่า เกมในสภาสู้กลุ่มอำนาจปัจจุบันไม่ได้ เลยไปหนุนกิจกรรมนอกสภา ทั้งวิ่งไล่ลุง แฟลชม็อบ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

จบลงไปแล้ว สำหรับกิจกรรม”วิ่งไล่ลุง”

 

“ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” อยากจะบอกว่านี่คือกิจกรรมของพรรคอนาคตใหม่ เนื่องจากการจัดการทั้งหน้าฉากและหลังฉากล้วนถูกกำหนดโดยพรรคอนาคตใหม่แทบทั้งสิ้น

 

ดังนั้นพรรคอนาคตใหม่ จึงน่าจะยอมรับเสียทีว่า “วิ่งไล่ลุง” คือกิจกรรมของพรรค หากไม่ทำผิดกฎหมายคงไม่มีใครว่าอะไร

 

นี่แค่เป็นการเริ่มต้น การต่อสู้ของอนาคตใหม่กับกลุ่มอำนาจปัจจุบัน กิจกรรมวิ่งไล่ลุง เป็นกิจกรรมที่แปลงร่างมาจาก “แฟลชม็อบ” ที่ว่าต้องแปลงร่างเพราะว่า ธนาธร โดนข้อหาจัดชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาตไปรายงานตัวกับตำรวจสน.ปทุมวันแล้ว

 

ยังเหลือแกนนำพรรคอนาคตใหม่อีก3คนคือ ปิยบุตร แสงกนกกุล พรรณิการ์ วาณิช และ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่เจ้าหน้าที่ส่งหนังสือไปยังสภาเพื่อขอตัวมาดำเนินคดีอาญา

 

โดยประธานชวน หลีกภัย  ได้แจ้งที่ประชุมว่า ตำรวจขออนุญาตสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเรียกตัวนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ น.ส.พรรณิการ์ วานิช และนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ไปทำการสอบสวนในคดีอาญา ในระหว่างสมัยประชุม ตามมาตรา 125 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560

 

เพราะจากหลักฐานของตำรวจ ชัดเจนว่า มี3สส. ร่วมกระทำความผิด เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2562 เวลาประมาณ 17.00 น. บริเวณสกายวอล์ก หน้าศูนย์การค้ามาบุญครอง ซึ่งเป็นการจัดการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามที่ได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจปทุมวัน ตามคดีอาญาที่ 0150/2562

 

โดยจากการสืบสวนสอบสวนปรากฏพยานหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่านายพิธา น.ส.พรรณิการ์ และนายปิยบุตร ซึ่งเป็น ส.ส. มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกระทำการดังกล่าวด้วย จึงมีความจำเป็นต้องเรียกตัวในฐานะเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เพื่อทำการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความเป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้อง แต่ด้วยเหตุที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างสมัยประชุมรัฐสภา ดังนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขออนุญาตออกหมายเรียก ส.ส.ทั้งสามรายไปทำการสอบสวนในฐานะเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เพื่อดำเนินการสอบสวนตามบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ต่อไป

 

นี่คือบางส่วนของหนังสือที่ตำรวจแจ้งมา

 




 

หากว่ากันตามรัฐธรรมนูญมาตรา125วรรคแรก ที่บัญญัติว่า ในระหว่างสมัยประชุม ห้ามมิให้จับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาไปทําการสอบสวนในฐานะที่สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือเป็นการจับในขณะกระทําความผิด

 

กรณีดังกล่าวนักข่าวไปถาม พรรณิการ์ วาณิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ว่าจะใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองหรือไม่ พรรณิการ์ ยืนยันว่าจะใช้เอกสิทธิ์ นี้

 

ฉะนั้นหากตำรวจจะได้ตัว3สส.ไปดำเนินคดีอาญา ก็ขึ้นกับมติทีประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในทางปฏิบัติ ประธานชวน จะต้องนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมแล้วขอมติ แม้นว่า พรรคฝ่ายรัฐบาลจะมีเสียงสส.มากกว่า สามารถโหวตอนุญาตให้ ตำรวจ นำ3สส.ไปดำเนินคดีได้ก็ตาม

 

แต่ที่ผ่านมาในอดีต ไม่เคยมีมติแบบนี้ เชื่อว่าสภาจะมีมติไม่ส่งตัว3 สส.ให้ดำเนินคดีอาญา ให้รอจนกว่าจะปิดสมัยประชุมในวันที่ 28กุมภาพันธ์ พอปิดสมัยประชุม ตำรวจสามารถจับกุมทั้ง3คนได้เลย หากทั้ง3คนไม่ไปพบพนักงานสอบสวน

 

แต่ในระหว่างนี้ แกนนำพรรคอนาคตใหม่ เหล่านี้ยังเคลื่อนไหวนอกสภาได้ตามปกติ จะมีกิจกรรมวิ่งไล่ลุงอีกหลายครั้ง เพราะแกนนำพากันประเมินว่า กิจกรรมวิ่งไล่ลุง ประสบความสำเร็จ จะมีการจัดกิจกรรมลักษณะนี้อีกหลายจังหวัดหัวเมืองใหญ่

 

“ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” เห็นการเคลื่อนไหวนอกสภาแบบนี้ ไม่ได้ต่างจากการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ในอดีตเลย การชุมนุมกลุ่มย่อยในแต่ละจังหวัดก็คือการปลุกม็อบแบบดาวกระจาย นั้นเอง

 

เมื่อแต่ละจังหวัดมีเงื่อนไขที่สุกงอม ม็อบย่อยๆเหล่านี้หรือแฟลชม็อบ จะรวมกันเป็นม็อบใหญ่รวมตัวกันขับไล่รัฐบาล

 

ขึ้นกับว่า สถานการณ์ทางการเมืองจะบีบคั้นแค่ไหน อยากให้จับตาดูผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรมนูญ คดีล้มล้างการปกครอง ในวันที่21มกราคม ที่ปิยบุตร เรียกว่าคดีอิลลูมินาติ

 

คำตัดสินของศาลฯหากยุบพรรคอนาคตใหม่ จะเป็นเหตุให้แกนนำพรรคอนาคตใหม่ นำมาเป็น”เงื่อนไข”ในการเคลื่อนไหวนอกสภา ซึ่งพอจะทราบว่า ธนาธร และคณะวางแผนกันเอาไว้เรียบร้อยแล้ว นับแต่ ธนาธร ลาออกจากกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณ จากนั้นนำ”แฟลชม็อบ”ลงถนนที่สกายวอล์ค

 

แกนนำอนาคตใหม่ เชื่อว่าศาลฯจะตัดสินไม่เป็นคุณต่อพรรค ฉะนั้นในการอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี2563 ปิยุบตร ได้อภิปรายโจมตีงบประมาณของศาลรัฐธรรมนูญใน2ประเด็นได้แก่

 

การของบประมาณใน "โครงการปรับปรุงบ้านเจ้าพระยารัตนธิเบศ เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์และวิทยาลัยศาลรัฐธรรมนูญ" ภายใต้งบ 193.1 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ "เกินครึ่ง" ของงบศาลรัฐธรรมนูญที่ตั้งไว้ 293.99 ล้านบาท

 


 

ปิยบุตรเสนอให้ตัดงบปรับปรุงบ้านทิ้งทั้งหมด แล้วโอนการดูแลบ้านไปให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการเก็บรักษามากกว่า

 

พร้อมกับวาทกรรมใหม่ว่า "จะได้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่พิทักษ์รัฐประหารแบบที่ผ่านมา"

 

นอกจากนี้ อีกโครงการที่นายปิยบุตรเสนอให้หั่นงบทั้งก้อนคือ "โครงการอบรมสัมมนา"  ที่ตั้งงบไว้ 12.16 ล้านบาท โดยยกตัวอย่าง โครงการ "หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 8 (นธป.)" อบรม 36 วัน ใช้เงินกว่า 7 ล้านกว่าบาท

 

เป็นการใช้งบประมาณเพื่อสร้าง”คอนเนคชั่น”ของศาลฯจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้พิพากษาได้พบปะกับพ่อค้าวานิช ข้าราชการระดับสูง นักการเมือง ฯลฯ ผ่านการศึกษาอบรม แล้วจะเป็นการส่งเสริมความมีอิสระในการตัดสินได้อย่างไร

 

นี่เป็นการเปิดหน้าชนศาลรัฐธรรมนูญแบบไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม เสมือนแกนนำอนาคตใหม่ทุกคนรู้ว่า หากศาลรัฐธรรมนูญ ยังเป็นชุดเดิมที่ตัดสิน คดีหุ้นสื่อวีลักมีเดีย ของ ธนาธร ยังไงอนาคตใหม่ก็ไม่รอด เพราะยังไม่มีการเปลี่ยนตัวบุคคลในศาลรัฐธรรมนูญ

 

ถึงแม้นคดี "อิลลูมินาติ” อาจจะรอด แต่ยังมีคดีเงินกู้191ล้านที่กกต.ส่งให้ศาลฯยุบพรรคอนาคตใหม่รออยู่อีกคดี

 

ด้วยความเชื่อของแกนนำพรรคอนาคตใหม่ว่า ผู้มีอำนาจชุดปัจจุบัน ยังไงมีธงให้ยุบพรรคอนาคตตใหม่อยู่แล้ว อยุ่ที่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น

 

นี่จึงทำให้แกนนำอนาคตใหม่ ต่างโฟกัสไปที่การเมืองนอกสภาหรือการลงถนน เพื่อต่อสู้กับกลุ่มอำนาจปัจจุบันเนื่องจากมั่นใจว่า การต่อสู้ในระบบรัฐสภา พวกเขาไม่สามารถสู้กับอำนาจรัฐได้

 

แม้นว่ารัฐธรรมนูญจะเปิดช่องให้ตรวจสอบอำนาจรัฐได้ อย่างกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคอนาคตตใหม่ก็เชื่อว่า จำนวนเสียงที่มีอยู่ ไม่สามารถโค่นล้มรัฐบาลได้ ที่สำคัญคือหากพรรคอนาคตมใหม่ถูกยุบในวันที่21มกราคม สส.ของพรรคจะต้องหาพรรคใหม่สังกัด

 

แน่นอนว่าสส.ส่วนหนึ่งจะไปร่วมกับขั้วรัฐบาล เสียงของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะมีขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ จึงไม่มีความหมายอะไร

 

ด้วยเหตุนี้กิจกรรมนอกสภา ไม่ว่าการ”วิ่งไล่ลุง”หรือ”แฟลชม็อบ” รวมถึงการเคลื่อนไหวปลุกมวลชนโดยเอาการแก้ไขรัฐธรรมนูญบังหน้า จะนำไปสู่การชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลในที่สุด

 

วันนั้นหากบ้านเมืองวุ่นวายปั่นป่วน เหมือนม็อบฮ่องกง จะทำให้ทหารออกมาควบคุมสถานการณ์อีกครั้ง นั้นอาจเป็นสิ่งที่กลุ่มการเมืองเหล่านี้ต้องการ.

 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน