การเมือง

รีโนเวต ปชป. สยบ "ดีแต่พูด"

13 มกราคม 2020 เวลา 8:00
รีโนเวต ปชป.  สยบ "ดีแต่พูด"
เปิดอ่าน 1,940

"อลงกรณ์" เปิดทิศทาง "ประชาธิปัตย์" ในวันบริบททางการเมืองเปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ

 

ยังคงเร่งสร้างผลงานอย่างต่อเนื่องสำหรับพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อการเดินหน้านโยบาย "ประกันรายได้" เกษตรกรตามที่หาเสียงไว้เมื่อ 24 มี.ค.2562 ถึงแม้ประชาธิปัตย์จะตัดสินใจร่วมรัฐบาล แต่ตัวเลข ส.ส.ที่พลาดเป้า "ต่ำร้อย" ในมือเพียง 52 เสียงยังเป็นโจทย์ใหญ่ ในช่วงประชาธิปัตย์กำลังส่งไม้ต่อจาก "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ถึงยุค "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์"

 

ท่ามกลางสถานการณ์ผันผวนทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกรัฐบาล เป็นช่วงเวลาที่ประชาธิปัตย์กำลังเร่งปรับทัพพรรคยุคใหม่ สลัดภาพพรรคที่เน้นตอบโต้ "ปะ-ฉะ-ดะ" ทุกประเด็น สู่พรรคการเมืองที่โฟกัสไปที่ภารกิจในยุค "อเวนเจอร์" เท่านั้น "อลงกรณ์ พลบุตร" รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรค ให้สัมภาษณ์พิเศษ "เนชั่นสุดสัปดาห์" ถึงทิศทางประชาธิปัตย์ในวันบริบทางการเมืองเปลี่ยนไปไว้อย่างน่าสนใจ

 

 

 

 

เริ่มต้น "อลงกรณ์" บอกว่า ภายใต้ยุคอเวนเจอร์ ได้ปฏิรูปโครงสร้างและระบบของพรรค โดยจัดตั้งโครงสร้างที่ไม่เคยทำขึ้นมาก่อนตั้งแต่ในอดีต จะมีโครงสร้างใหม่เกิดขึ้นจากกรรมการนโยบายพรรค และสำนักนโยบาย รวมถึงใช้เทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการพรรคไปถึงการใช้ Big Data และเทคโนโลยีสารสนเทศ ในโซเชียลมีเดีย เพื่อไว้สำหรับสื่อสารทางการเมือง ขณะเดียวกันการเป็นพรรคการเมืองที่เป็น "สถาบันทางการเมือง" อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้นโยบายเพื่อจัดตั้งสาขาพรรคให้ได้ทั้ง 77 จังหวัด พร้อมจัดตั้งศูนย์พรรคประชาธิปัตย์ทุกเขตเลือกตั้ง 350 เขต เพื่อให้เป็นสถาบันพรรคการเมืองที่มีส่วนร่วมของประชาชน เป็นศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหาร้องทุกข์ เป็นเวทีระดมความคิดเห็น และเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนนโยบายและกิจกรรมของพรรค

 

"ที่ผ่านมาเห็นชัดว่า ภายใต้กระบวนการและโครงสร้างในระบบนี้ ทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ตั้งแต่ปัญหาเฉพาะหน้าหรือปัญหาใหญ่ๆ อย่างกรณีปัญหาน้ำท่วม และภัยแล้ง แต่ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์เคยถูกวิจารณ์เยอะมากว่า ดีแต่พูดและทำงานไม่เป็น ทั้งที่ในอดีตพรรคก็มีผลงานมาโดยตลอด แต่ครั้งนี้ได้ปรับแนวทางมุ่งทำงาน ลดโวหารตอบโต้ทางการเมือง ซึ่งประชาชนเบื่อหน่ายมากไม่ได้เกิดประโยชน์เลย"

 

 




 

"อลงกรณ์" เปิดเผยถึงแนวทางที่ประชาธิปัตย์จะใช้ 3 ส่วนในการขับเคลื่อนพรรค ตั้งแต่ 1.รัฐมนตรีของพรรคจำนวน 7 คน 2.ส.ส.ในสภาฯ และ 3.กลไกพรรค ที่มาจากตัวแทนจังหวัดและคณะทำงานเขตเลือกตั้งใน 5 ภาค  ภายใต้โครงสร้างกรรมการบริหารภาค และกรรมการขับเคลื่อนภาค ทำให้ปัญหาของประชาชนที่ส่งเข้ามา จะถูกส่งต่อไปยัง ส.ส. โดยผ่านที่ประชุม ส.ส.ที่มีนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ เป็นประธาน ส.ส. ก่อนนำเข้าไปสู่วิปรัฐบาล และวิป ส.ส.ในสภาฯ เพื่อนำความเดือดร้อนของประชาชนส่งไปสู่รัฐบาล และไปยังกระทรวงที่พรรคประชาธิปัตย์ดูแล

 

"สะท้อนให้เห็นว่าในกลไกใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ทำให้การเชื่อมโยงปัญหาความเดือดร้อน หรือโครงการที่จะพัฒนา ถูกขับเคลื่อนได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเห็นได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ออกมาเล่นเกมทางการเมือง หรือออกมาโต้ตอบวิพากษ์วิจารณ์ ทางการเมือง เพราะวันนี้เรามุ่งให้ทุกคนก้มหน้าทำงาน เพื่อขอโอกาสอีกครั้งว่า พรรคประชาธิปัตย์เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ว่าท่านจะเข้าใจถูกหรือเข้าใจผิดอย่างไรก็ตาม พรรคจะนำผลงานเข้าไปพิสูจน์"

 

 

ส่วนการทำงานของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมถึฝรัฐมนตรีของพรรคอีก 6 คน "อลงกรณ์" ยืนยันทุกคนทุ่มเทในการทำงาน ที่สำคัญได้ขับเคลื่อนนโยบายตามที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศไว้ได้ทันที อย่างเรื่องการ "ประกันรายได้" เกษตรกร ซึ่งเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่เกิดขึ้นครบ 5 พืชเศรษฐกิจ ตั้งแต่ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ปาล์ม และยางพารา ซึ่งเป็นนโยบายของความก้าวหน้า เพราะต่อไปประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะใช้วิธีแบบนี้ จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

 

"ต้องให้เครดิตรัฐบาลที่ผ่านๆ มา ทำให้ประเทศไทยสามารถส่งออกอาหารได้เป็นอันดับที่ 12 ของโลก แต่สำหรับการจัดอันดับในทวีปเอเชีย ประเทศไทยเป็นรองจากจีนเท่านั้น เราแซงอินเดียขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ของเอเชีย แต่เป็นที่ 1 ของอาเซียน ต้องยอมรับว่าเกษตรกรของเราเก่งมาก พืชเศรษฐกิจส่วนใหญ่เกือบ 10 ชนิด ประเทศไทยอยู่ในอันดับท็อปเท็นของโลก แต่ตราบใดที่เกษตรกรยังยากจน เราจะมาคิดเรื่องการเพิ่มผลิตผลเกษตรได้อย่างไร ดังนั้นหลักการการประกันรายได้เกษตรกร ถ้าคุณประกอบอาชีพเกษตรกรรมคุณต้องมีกำไร ไม่มีขาดทุน"

 

 


 

"อลงกรณ์" ย้ำว่า การประกันรายได้ไม่ใช่เรื่องการประกันราคาสินค้าเกษตรกร เพราะเมื่อได้ผลผลิตออกมา ไม่ว่าราคาตลาดเป็นอย่างไร เกษตรกรจะได้เท่ากับรายได้ที่ประกัน ส่วนการเพิ่มระดับราคาจะเป็นหน้าที่รัฐบาลเพื่อสร้างมูลราคาและปริมาณ ให้สูงกว่ารายได้ที่ประกัน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์สามารถขับเคลื่อนนโยบายนี้ได้ ภายหลังเป็นรัฐบาลเพียงไม่กี่สัปดาห์ ทั้งที่เป็นงานที่ใหญ่มากมีผู้เกี่ยวข้องกว่า 20 ล้านคน โดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ได้แปรงมาใช้ระบบ Big Data ภายใต้การจัดตั้งนโยบายรัฐบาลเทคโนโลยี โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์(เอไอ) มาวิเคราะห์ฐานข้อมูลทั้งหลาย เพื่อเชื่อมโยงผ่านทุกแอพพลิเคชั่น ผลักดันให้เกษตรกรเป็น "เกษตรกร 4.0" ด้วยข้อมูลข่าวสารที่อยู่บนสมาร์ทโฟนเพื่อใช้การตัดสินใจ

 

"จากนี้ยังใช้ข้อมูลข่าวสารไปสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะ พืชผลทางการเกษตรทุกแปลงที่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวไร่ ขาวสวน ข้อมูลเหล่านี้จะขึ้นมาที่ Big Data Center ทำให้เรามีฐานข้อมูลทราบว่า เกษตรกรครอบครัวนี้มีพืชผลกี่ไร่ ปลูกอะไร เพื่อเชื่อมโยงกับโครงการเกษตรอัจฉริยะ ซึ่งขณะนี้เรามีศูนย์อบรมกว่า 10,000 แห่ง"

 

 

"อลงกรณ์" บอกอีกว่า นอกจากนี้จะขยายฐานเกษตรไปยังภาคบริการในเรื่องเกษตรท่องเที่ยว จะยกระดับมาเป็น Village State เช่นกลุ่มประมง 2,500 หมู่บ้านทั่วประเทศใน 24 จังหวัดที่ติดชายทะเล จำนวน 2 ล้านคน ได้เริ่มเดินหน้า Fisherman Village State จะมีรีสอร์ทของชุมชนโดยชุมชนเพื่อชุมชน เพื่อตอบโจทย์รายได้ที่นอกเหนือจากการจับกุ้งหอยปูปลา แต่วันนี้เขาจะมีรายได้จากการท่องเที่ยว ที่ผ่านการจองออนไลน์จากแอพพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อให้ประชาชนเข้ามาเที่ยวพักผ่อนที่หมู่บ้านแห่งนี้ จะมีซีฟู้ดบาร์บีคิวสดๆให้รับประทาน หรือหากอยากไปตกปลา ก็มีเรือประมงพื้นบ้านให้บริการ ส่วนในเรื่องผลิตภัณฑ์จะมีมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน มาช่วยกันออกแบบแพคเกจเพื่อสร้างแบรนด์ สร้างโอกาสในรายได้เกษตรกรให้เพิ่มขึ้น

 

"เมื่อเกษตรกรได้ประโยชน์จากธรรมชาติ ได้ประโยชน์จากผืนนาผืนไร่ ได้ประโยชน์จากขุนเขา ใช้ประโยชน์จากป่าไม้ ได้ประโยชน์จากทะเล เขาก็จะต้องตระหนักเพื่อรักษา"

 

เขายืนยันประชาธิปัตย์จะมีความทันสมัยก้าวหน้าและทำงานเชิงรุก โดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศ ไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระบบต้องใช้กฎหมาย ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์กำลังเสนอกฎหมายหลายฉบับต่อสภาผู้แทนราษฎร แต่ภายใต้การทำงานไม่มีอะไรที่ถูกต้องไปทั้งหมด เพราะในหลายโครงสร้างอยู่ระหว่างการทดสอบ เช่น การวางโครงสร้าง ในฐานะความเป็นสถาบันทางการเมืองไปถึงระดับหมู่บ้าน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ แต่โครงสร้างลักษณะนี้ จะเดินหน้าด้วยระบบบริหารจัดการสมัยใหม่

 

 

"ภายใต้กลไกจากศูนย์กลางในการมอบอำนาจภารกิจลงไป จะเป็นบททดสอบว่าพรรคประชาธิปัตย์จะทำได้มากน้อยแค่ไหน โดยทุกจังหวัดต้องตั้งสาขาพรรค ภายใต้การมีศูนย์ประชาธิปัตย์ในระดับเขตเลือกตั้ง เพื่ออัพเกรดการให้บริการประชาชนในระบบออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งจะมีการจัดตั้งศูนย์ประชาธิปัตย์ในระดับตำบลิโดยตรงนั้นจะมีตู้รับเรื่องราวร้องทุกข์ และข้อเสนอต่างๆ ที่มาจากประชาชน"

 

"อลงกรณ์" บอกว่า เมื่อได้ข้อมูลระดับตำบลมาแล้ว จะถูกส่งไปยังศูนย์เขต จากนั้นส่งเข้าสู่ศูนย์พรรคและสาขาพรรค อีกส่วนจะถูกส่งเข้ามาที่ส่วนกลางเพื่อกระจายออกไปยังเส้นทางการแก้ไขปัญหาของประชาชนใน 3 กลไกที่วางไว้ แต่ทั้งหมดจะต้องนำมาประเมินภายใต้การปฏิรูปโครงสร้างของพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป

 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน