การเมือง

ม.43 บีบ "ธนิก" ในมือ กกต.

11 ธันวาคม 2019 เวลา 09:13 น.
เปิดอ่าน 1250

หากผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อไปลงในสมัครส.ส.ระบบเขตย่อมกระทบกับมาตรา 43

ก่อนถึงวันเลือกตั้งซ่อมเขต 7 ขอนแก่นแทนตำแหน่งที่ว่างลงใน 2 อำเภอหนองเรือ และอำเภอมัญจาคีรี วันอาทิตย์ที่ 22 ธ.ค.2562 ในสนามเลือกตั้งท้าชิงพื้นที่ระหว่าง 4 ผู้สมัครจาก 4 พรรคการเมือง

 

แต่ชื่ออย่าง "ธนิก มาสีพิทักษ์" ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย(พท.) หมายเลข 1 กำลังถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาว่าขาดคุณสมบัติในการสมัครเลือกตั้ง ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.2560 หรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นเคยเป็นผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 โดยนายธนิกเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อในลำดับที่ 24

 

แต่ฝ่ายกฎหมายของเพื่อไทยออกมายืนยันว่า กกต.เขต 7 ขอนแก่น ได้ให้การรับรองคุณสมบัติของนายธนิกไปแล้วตั้งแต่วันที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยนายธนิกยังได้ยื่นหนังสือขอ "ถอนชื่อ" จากการเป็นผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อไปแล้ว โดยก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยได้ทำหนังสือขอหารือมาที่ กกต.เมื่อวันที่ 21 พ.ย.เพื่อขอความชัดเจนว่า ผู้มีชื่อเป็นผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว สามารถไปลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ระบบเขตเลือกตั้งในการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างได้หรือไม่

 

แต่ กกต.ได้ระบุเพียงเป็นหน้าที่ของพรรคเมืองต้องพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งให้ถูกต้อง ขณะที่ กกต.ขอนแก่นได้รวบรวมข้อมูลส่งมายัง กกต.กลางเพื่อให้เสนอเรื่องให้พิจารณา ว่านายธนิกจะมีคุณสมบัติครบตามที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.กำหนดไว้หรือไม่

 

 

เพราะเมื่อไปเปิดมาตรา 43 กลับเขียนล็อคไว้ชัดเจนว่า "ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งต้องเป็นผู้ซึ่งพรรคการเมืองที่ตน เป็นสมาชิกส่งสมัครรับเลือกตั้งและได้รับการสรรหาตามวิธีการที่กําหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยจะสมัครรับเลือกต้ังเกินหนึ่งเขตมิได้ และต้องไม่เป็นบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ"

 

เพราะเจตนารมณ์ใน "มาตรา 43" ที่เขียนไว้ เพื่อไม่ให้ขัดต่อระบบบัญชีรายชื่อแต่ละพรรคการเมือง ที่ผู้สมัครมีโอกาสขยับมาเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์คนใหม่ได้ตลอดเวลา ถึงแม้ผลเลือกตั้งระบบเขตของพรรคเพื่อไทย ทำให้ไม่ได้ตัวเลข ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อในสภาฯ แม้แต่คนเดียว แต่ในทางกฎหมายตามมาตรา 131 วรรคสาม แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง 2560 ยังกำหนดไว้ว่า การคิดคำนวณ ส.ส.ยังไม่แล้วเสร็จในระยะเวลากำหนด 1 ปี ทำให้เมื่อระบบบัญชีรายชื่อของทุกพรรคการเมืองนั้น ยังมีโอกาสขยับจนกว่าจะผ่านวันที่ 24 มี.ค.2563 ไปแล้ว

 

ดังนั้นหากผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อไปลงในระบบเขต ย่อมกระทบกับมาตรา 43 เนื่องจากยังไม่พ้นห้วงเวลา 1 ปีของการคิดคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่ จาก "เงื่อนไข" หากพบเขตใดมีการทุจริตเลือกตั้ง จะต้องนำคะแนนผู้สมัคร ส.ส.ในเขตนั้นทั้งหมด ไปคำนวณในระบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง หมายความว่า กรณีนายธนิกยังเข้าข่ายที่ต้องถูก "วินิจฉัย" ตามมาตรา 43 ไปด้วย

 

 

แต่การพิจารณาอีกด้านจากผลเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 ที่ผ่านการประกาศผลไปแล้ว จะถือว่าเสร็จสิ้นตามมาตรา 237 หรือไม่ เพราะในมาตรานี้ได้ระบุไว้ว่า "ในการเลือกตั้งทั่วไป ให้คณะกรรมการประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งได้เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผลการเลือกต้ัง เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจํานวนไม่น้อยกว่าร้อยละเก้าสิบห้าของเขตเลือกตั้งทั้งหมด"

 

ทำให้ กกต.ต้องพิจารณาตามข้อกฎหมายว่า ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ จะสามารถไปลงสมัคร ส.ส.ในระบบเขตเลือกตั้งที่มีการเลือกตั้งซ่อมได้หรือไม่ ซึ่งแนวทางพิจารณามี 2 แนวทาง ตั้งแต่ "ยกคำร้อง" หรือ "เดินหน้า" พิจารณาตามมาตรา 51 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.กำหนดว่า กรณีผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือผู้สมัครผู้ใดเห็นว่า ผู้มีชื่อในประกาศรายชื่อที่ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขตได้ประกาศให้เป็นผู้สมัครไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อ กกต.ภายใน 7 วัน นับแต่วันประกาศรายชื่อ

 

แต่หาก กรณีที่ กกต.มีคำวินิจฉัยให้ "ถอน" การรับสมัครของผู้ใด ให้ผู้นั้นมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัย กกต.ต่อศาลฎีกาได้ภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ถูกถอนการรับสมัคร และในกรณีที่ศาลฎีกายังไม่ได้มีคำวินิจฉัยเป็นประการใดก่อนวันเลือกตั้งให้การพิจารณาเป็นอันยุติ และให้ดำเนินการเลือกตั้งไปตามคำสั่งของ กกต.

 

เป็นสถานการณ์ที่นายธนิกต้องรอผลการพิจารณาจาก กกต.ว่าจะออกมาแนวทางใด เพราะเหลือเวลาอีกเพียง 10 วันจะถึงวันเลือกตั้งซ่อมเขต 7 ขอนแก่น ซึ่งต้องลุ้นว่าสุดท้ายแล้วจะมีชื่อ "ธนิก" อยู่ใน 1 ใน 4 ผู้สมัครหรือไม่