การเมือง

พลิกแฟ้มข้อมูล ก่อนอภิปรายแก้รัฐธรรมนูญ

10 ธันวาคม 2019 เวลา 17:57 น.
เปิดอ่าน 107

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าท่าทีของ ส.ว.ต่อการแก้รัฐธรรมนูญนั้นยังเป็นลบอยู่พอสมควร

วันที่ 11 ธ.ค.สภาผู้แทนราษฎรจะมีการพิจารณาตั้งคณะกรรมาธการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การอภิปรายแน่นอนว่ายังจะไม่จบในวันที่ 11 ธ.ค.แต่อาจจะลากยาวไปถึงสัปดาห์หน้ากันเลยทีเดียว

 

แต่ก่อนจะถึงการอภิปรายมีหลากหลายประเด็นที่น่าสนใจ เพราะนี่ถือเป็นก้าวแรกของฝ่ายนิติบัญญัติที่จะนำไปสู่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต ซึ่งทีมงานเนชั่นสุดสัปดาห์ได้รวบรวมมานำเสนออย่างน้อย 5 ประเด็น ดังนี้

 

1.ฝ่ายค้านเสนอก่อน รัฐบาลตามหลัง

 

ญัตติในการเสนอขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีจำนวน 4 ญัตติ ได้แก่ 1.พรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่ 2.พรรคพลังประชารัฐ 3.พรรคประชาธิปัตย์ และ4.พรรคชาติไทยพัฒนา โดยญัตติในกลุ่มของพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่ได้ทำการเสนอเป็นกลุ่มแรก (วันที่ 22ส.ค.)  ตามมาด้วยพรรคประชาธิปัตย์ (วันที่ 5 ก.ย.) พรรคชาติไทยพัฒนา (วันที่10 ก.ย.) และพรรคพลังประชารัฐ (วันที่ 11 ก.ย.) ตามลำดับ

 

ขณะเดียวกัน เมื่อพลิกดูเนื้อหาในญัตติของแต่ละพรรคการเมืองที่นำเสนอต่อสภาฯนั้นก็มีความแตกต่างกันออกไปโดยเฉพาะในส่วนของพรรคฝ่ายค้าน กับพรรคพลังประชารัฐ

 

ญัตติพรรคฝ่ายค้าน ระบุว่า "แม้รัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติแต่ก็ยังมีข้อครหาว่าเป็นประชามติที่ไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรม เพราะปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น จับกุม คุมขัง และดำเนินคดีกับอีกฝ่ายที่แสดงความคิดเห็นไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ"

 

ตรงกันข้ามกับพรรคพลังประชารัฐที่ให้เหตุผลในการเสนอญัตติว่าเป็นเพราะมีนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา

 

"เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ได้มีการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายรัฐมนตรีต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ในส่วนนโยบายเร่งด่วน 12 เรื่อง โดยในเรื่องที่ 12 กำหนดว่าการสนับสนุนให้มีการศึกษา การรับฟังความเห็นของประชาชนและการดำเนินการเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในส่วนที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงสมควรให้มีการศึกษา..." ญัตติของพรรคพลังประชารัฐ

 

2.ย้อนโมเดลจาก ‘อภิสิทธิ์’ ถึง ‘ประยุทธ์’

 

นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมา ยังไม่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับภายใต้สถานการณ์ปกติเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะทั้งรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 และ 2560 ผ่านกระบวนการจัดทำภายใต้บรรยากาศของการรัฐประหารแทบทั้งสิ้น

 

ไม่เพียงแต่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับจะไม่ได้เกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศความเป็นประชาธิปไตยแล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราเฉพาะบางประเด็น ปรากฎว่าน้อยครั้งจะประสบความสำเร็จ อย่างล่าสุดในสมัยของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.พรรคเพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาลและส.ว.ในเวลานั้นพยายามเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของส.ว. แต่ก็ได้แค่ใช้เสียงข้างมากเท่านั้น เพราะไม่ผ่านความชอบด้วยรัฐธรรมนูญโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

 

แต่อย่างไรก็ตามมีครั้งหนึ่งที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นบางมาตราประสบความสำเร็จ คือ สมัยรัฐบาล ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’

 

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ก็มีสภาวะเสียงปริ่มน้ำคล้ายกับรัฐบาลปัจจุบัน เพราะพรรคประชาธิปัตย์ได้ขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็ด้วยการอาศัยของพรรคร่วมรัฐบาลเดิม และส.ส.ของพรรคพลังประชาชนที่ถูกยุบไปบางส่วน จนสามารถเปิดประชุมสภาฯสมัยวิสามัญ เพื่อเห็นชอบให้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯได้ในปลายปี2551

 

ทั้งนี้ กระบวนการเริ่มต้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นผลมาจากสิ้นเสียงและกลิ่นควันปืนในเหตุการณ์สลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงในปี 2553 โดยรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายชุด หนึ่งในนั้นก็มีคณะกรรมการศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมี ‘สมบัติ ธำรงธัญวงศ์’ เป็นประธาน

 

ผลการศึกษาเวลานั้นสรุปได้ว่าให้มีการแก้ไขระบบเลือกตั้งและสัดส่วนส.ส.ใหม่ จากเดิมที่รัฐธรรมนูญ2550 กำหนดให้เป็นส.ส.แบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ และ ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบสัดส่วน  มาเป็นแบบรัฐธรรมนูญ 2540 คือ ส.ส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งแบบเขตเดียวคนเดียว 375 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 125 คน ซึ่งก็ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาและได้นำมาสู่การประกาศใช้และประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรในเดือนส.ค.2554 ก่อนจะได้ ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ มาเป็นนายกฯ

 

สถานการณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ในวันนี้กับอดีตนายกฯอภิสิทธิ์ในวันนั้นก็แทบจะเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำไม่ต่างกัน อีกทั้งยังต้องเผชิญแรงกดดันจากพรรคร่วมรัฐบาลทำนองเดียวกันด้วย ด้วยเหตุนี้ที่อาจมีความเป็นไปได้ไม่น้อยเหมือนกันที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีจุดร่วมที่ไปด้วยกันได้ คือ การแก้ไขเฉพาะรายมาตราในประเด็นว่าด้วยขั้นตอนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในหมวด 15 ตั้งแต่มาตรา 255-256

 

3.ฝ่ายค้านหน้าเต็มที่-พรรคร่วมฯกดดันแรง

 

แน่นอนว่าญัตติการเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯเป็นวาระที่ฝ่ายค้านรอมาเป็นเวลานนาน จึงเตรียมเสนอให้ใช้เวลาอภิปรายอย่างน้อย 3 วัน ได้แก่ วันที่ 11 และ 18-19 ธ.ค. ซึ่งเนื้อหาที่ฝ่ายค้านเตรียมจะใช้อภิปรายนั้นยังไม่น่าสนใจเท่ากับท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลที่เริ่มส่งสัญญาณเพื่อกดดันพล.อ.ประยุทธ์ เป็นระยะ โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังตกเป็นเป้าในการปรับคณะรัฐมนตรี

 

"พรรคประชาธิปัตย์ชัดแล้วว่าจะแก้ไขมาตราอะไร ลงลึกขนาดนั้นแล้ว อย่างน้อยที่สุดหมวดว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้รับการแก้ไข เพราะถ้าไม่แก้ไขหมวดนี้ก่อน สุดท้ายรัฐธรรมนูญแก้ไขไม่ได้เลย ต้องสะเดาะกุญแจดอกนี้ออกก่อน ประตูประชาธิปไตยถึงจะเปิดได้ ต้องนำไปสู่ภาคปฏิบัติต่อไป นี่ก็ชัดแล้วนะครับ ผมคิดว่าไม่ได้ตอบอะไรไม่ชัดนะครับ" ถ้อยคำให้สัมภาษณ์ที่แสดงถึงการกดดันรัฐบาลจาก ‘จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์’ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.

 

4.โมเดลแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

แม้การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯจะมีปลายทางแค่การส่งผลสรุปการศึกษาจำนวน 1 เล่มไปให้คณะรัฐมนตรี แต่เวลานี้ก็เริ่มมีการมองการณ์ไกลไปถึงขั้นตอนของการแก้ไขเพิ่มเติมหรือการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับกันบ้างแล้ว ระหว่างการใช้รูปแบบของคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ กับ สภาร่างรัฐธรรมนูญ

 

ในส่วนของการใช้วิธีการแบบคณะกรรมการยกร่างฯนั้นยังไม่ได้มีการพูดถึงกันมากนัก ต่างกับ ‘สภาร่างรัฐธรรมนูญ’ ซึ่งพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่ พยายามชี้ให้เห็นว่าเป็นรูปแบบที่มีความเหมาะสมมากที่สุด

 

ทั้งนี้  สภาร่างรัฐธรรมนูญจะมาจากการเลือกโดยตรงของประชาชน จากนั้นจะมีคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะประกอบไปด้วยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและผู้ทรงคุณวุฒิ เมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วจะให้สภาร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาก่อนเข้าสู่ขั้นตอนของการทำประชามติต่อไป

 

5.วุฒิสภาตัวแปรสำคัญ

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าวุฒิสภาเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขั้นตอนของฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 256 กำหนดให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาได้จะต้องใช้เสียงส.ว.อย่างน้อย 1 ใน 3 หรือ 83 คนจากส.ว.ทั้งหมด 250 คน ดังนั้น ต่อให้สภาผู้แทนราษฎรมีเสียเอกฉันท์ท่วมท้นขนาดไหน หากปราศจากส.ว.จำวน 83 คนแล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จบ

 

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าท่าทีของส.ว.ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นยังเป็นลบอยู่พอสมควร ด้วยการพยายามอ้างในเชิงนามธรรมว่าให้ไปถามประชาชนมาก่อนเพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับประชาชน ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีการวางเงื่อนไขบางประการที่สำคัญ 2 ประการด้วย

 

1.การประกาศชัดเจนโดยมติของคณะกรรมาธิการสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา)ว่าจะไม่มีส.ว.คนไหนเข้าไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญฯชุดที่สภาฯกำลังตั้งขึ้น 2.การจะเข้าร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของส.ว.จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเป็นการกระทำในขั้นตอนของการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเท่านั้น

 

ในส่วนนี้ได้เคยมีไอเดียจาก ‘คำนูณ สิทธิสมาน’ ที่ให้ ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภาฯในฐานประธานรัฐสภา เข้ามาเป็นคนกลางเพื่อตั้งคณะกรรมการร่วมกันของรัฐสภา เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันนจะนำไปสู่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในอนาคต ไม่ใช่เป็นการกระทำของฝ่ายสภาฯเพียงสภาเดียว  

 

ทั้งหมดคงต้องรอดูว่าที่สุดแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นได้อย่างสมานฉันท์ หรือ ต้องล้มลงไม่เป็นท่าพร้อมกับสร้างความขัดแย้งรอบใหม่

 

/////////////////