การเมือง

เงินกู้มัดคอ"อนาคตใหม่"

10 ธันวาคม 2019 เวลา 12:53 น.
เปิดอ่าน 1062

หากพบว่าเข้าข่ายการเป็นนิติกรรมอำพรางจริง เป็นการได้เงินมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะถึงขั้นยุบพรรคอนาคตใหม่

ภายหลังครบกำหนดที่พรรคอนาคตใหม่ต้องส่งเอกสารเพิ่มเติมให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา ในสำนวนการไต่สวนกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ปล่อยเงินกู้ให้พรรคอนาคตใหม่จำนวน 2 สัญญารวมเป็นเงิน 191,200,000 บาท

 

วันที่ 11 ธ.ค.ตั้งแต่เวลา 09.30 น.เป็นวันที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยคําร้องและปัญหาหรือข้อโต้แย้ง จะพิจารณาจากพยานหลักฐานเท่าที่มี ก่อนเสนอที่ประชุมใหญ่ กกต.พิจารณาวินิจฉัยว่า "ธนาธร-อนาคตใหม่" กระทำผิดมาตรา 66 ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง หรือพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 จะขัดแย้งกับข้อกฎหมายห้ามบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคการเมืองมีมูลค่าเกินกว่า 10 ล้านบาทต่อพรรคการเมืองต่อปีหรือไม่

 

นอกจากนี้ ประเด็นการไต่สวนสำคัญยังอยู่ที่ 2 สัญญากู้ยืมเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะเข้าข่ายเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่ เมื่อพิจารณาตามมาตรา 62 ทั้ง 7 ข้อในหมวด "รายได้ของพรรคการเมือง" ตามพรป.พรรคการเมืองฉบับนี้ ไม่ได้กำหนดให้พรรคการเมืองกู้ยืมเงิน มาดำเนินกิจการพรรคการเมืองได้ (อ่านประกอบ : กางโทษคดี "ปล่อยเงินกู้" ยึดเงิน-เพิกถอนเลือกตั้ง)

 

ประเด็นจึงอยู่ที่ที่มาของ "รายได้" และ "เพดาน" การกู้เงินทั้ง 2 สัญญาระหว่างธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ จะขัดแย้งในมาตรา 62 และมาตรา 66 หรือไม่ ภายหลัง กกต.ได้พิจารณาเอกสารหลักฐานจากพรรคอนาคตใหม่ส่งมา ดังนี้ สัญญาที่ 1 ทำเมื่อวันที่ 2 ม.ค.2562 จำนวน 161,200,000 บาท ดอกเบี้ย 7.5 % ต่อปี ในสัญญาได้กำหนดเงื่อนไข "อนาคตใหม่" ต้องชำระหนี้คืนให้กับนายธนาธน พร้อมดอกเบี้ยภายใน 3 ปี แบ่งเป็นปีที่ 1 ชำระเงินต้น 80 ล้านบาท ปีที่ 2 ชำระเงินต้น 40 ล้านบาท และปีที่ 3 ชำระเงินต้น 41,200,000 บาท หากผิดชำระจะมีค่าปรับวันละ 100 บาท ส่วนสัญญาที่ 2 ทำเมื่อวันที่ 11 เม.ย.2562 จำนวนวงเงิน 30,000,000 บาท แต่สัญญาฉบับนี้ไม่ได้ระบุเงื่อนไขการชำระหนี้หรือดอกเบี้ย

 

 

ที่ผ่านมาพรรคอนาคตใหม่ได้แจ้งกับ กกต.ว่าใน "สัญญาที่ 1" ได้ชำระไปแล้วจำนวน 26.8 ล้านบาท แบ่งเป็น 5 งวดห่างกันครั้งละ 10 วัน โดยชำระเป็นเงินสดทั้งหมด แต่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยคําร้องและปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ยังสงสัยว่า เงินจำนวนนี้เป็นเงินของใคร เบิกถอนมาจากแหล่งใด และเข้าบัญชีของใคร หากเป็นการคืนเงิน "ที่มา" จาก "รายได้" ตามที่มาตรา 62 ทั้ง 7 ข้อกำหนดไว้ ถือว่าเข้าข่ายความผิดทางอาญาของกรรมการบริหารพรรคจะมีสิทธิ์ถูกจำคุก เพราะเจตนารมณ์มาตรานี้ห้ามนำรายได้ที่ได้มาไปใช้กับเรื่องอื่น นอกจากการดำเนินกิจการของพรรคเท่านั้น

 

ส่วนประเด็นที่คณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้ ยังพิจารณาไปถึง"รายรับ-รายจ่าย" ของพรรคอนาคตใหม่ ได้ลงบัญชีเงินจำนวนนี้ไว้ในหมวดใด เพราะการรับบริจาคที่หากนำเงินบริจาคไปชำระคืนนั้น จะกระทบต่อยอดเงินบริจาคที่เข้ามาหรือไม่ และความสามารถของพรรคในการชำระหนี้ เพราะในงบการเงินของพรรคอนาคตใหม่ในรอบปี 2561 ที่รายงานต่อ กกต.เมื่อ เม.ย.2562 พบว่ามีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้

 

การพิจารณาข้อมูลเงินกู้ของพรรคอนาคตใหม่ หากพบว่าเข้าข่ายการเป็นนิติกรรมอำพรางจริง เป็นการได้เงินมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะเข้าข่ายตามมาตรา 72 พรป.พรรคการเมือง ที่ระบุว่า "ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า มีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย"

 

มีความผิดประกอบ มาตรา 92(3) พรป.พรรคการเมือง ที่ระบุไว้ว่า "เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทําการ อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น"

 

 

เพราะเมื่อเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการตัด "นายทุน" ที่เข้ามาครอบงำพรรคการเมือง จากเดิมที่ พรป.พรรคการเมืองปี 2550 มาตรา 53(7) กำหนดให้มีรายได้อื่น พรรคจึงอาจมีรายได้จากการกู้ยืมเงินได้ ทำให้เปิดช่องให้นายทุนเข้ามาใช้อำนาจทุนเข้าไปครอบงำพรรค ต่างจากพรป.พรรคการเมืองฉบับ 2560 ที่พัฒนาให้กฎหมาย "ปิดช่อง" รายได้อื่นๆ แต่กำหนดไว้เพียง 7 ข้อในมาตรา 62 ซึ่งรายได้ต้องมาจาก

 

1.เงินทุนประเดิม 2.เงินค่าธรรมเนียมและค่าบํารุงพรรคการเมือง 3.เงินที่ได้จากการจําหน่ายสินค้าหรือบริการ 4.เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรค 5.เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการรับบริจาค 6.เงินอุดหนุนจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง และ 7.ดอกผลและรายได้ที่เกิดจากเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดของพรรคการเมือง การได้มาซึ่งรายได้ตาม (2) (3) (4) และ (5) ต้องมีใบเสร็จรับเงิน หรือหลักฐานการได้มาซึ่งรายได้นั้นเป็นหนังสือ ทั้งนี้ ตามแบบที่ กกต.กําหนด

 

สำหรับคำวินิจฉัยเบื้องต้นมี 3 เส้นทาง 1.กรณีเป็นความปรากฏต่อ กกต.หาก กกต.เห็นว่าเป็นความผิดยุบพรรค สามารถเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ทันที 2.ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นแล้วเสนอต่อ กกต.เพื่อพิจารณาอีกครั้ง และ 3.มีมติให้แจ้งข้อกล่าวหานายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ให้มาชี้แจงข้อกล่าวหาในสำนวนนี้

 

เป็นอีกหนึ่งคดีร้อนที่อยู่ในชั้นคณะอนุกรรมการวินิจฉัยคําร้องและปัญหาหรือข้อโต้แย้งของ กกต.จะพิจารณาว่าคดีเงินกู้ 191,200,000 บาทครั้งนี้ อยู่ในกรอบตามที่มาตรา 62 มาตรา 66 กำหนดไว้เพื่อพรรคการเมืองหรือไม่ เพราะหมายถึงการชี้วัดอนาคตทางการเมืองของอนาคตใหม่ไปด้วย