การเมือง

วัดพลังมติพรรค  เหนือเอกสิทธิ์ ส.ส. ?

9 ธันวาคม 2019 เวลา 12:20
วัดพลังมติพรรค   เหนือเอกสิทธิ์ ส.ส. ?
เปิดอ่าน 782

รธน.มาตรา114 กำหนดว่า ส.ส.และสว. ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงําใดๆ

 

ยังเป็นข้อถกเถียงว่าการทำหน้าที่ของ ส.ส.ในสภาฯจะต้องยกมือโหวตตามเอกสิทธิ์ของตนเอง ยกมือโหวตทำตามมติพรรคที่เชื่อมโยงกับมติของวิปฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เพราะขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นฝั่งรัฐบาลหรือฝ่ายค้านต่างกันมองคนละมุม

 

โดยเฉพาะมีกลุ่ม 10 ส.ส.ที่มาแสดงตนและร่วมลงมติต่อการตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบ จากประกาศคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และการใช้อำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ตามมาตรา 44 ในที่ประสภาฯ เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2562 

 

หากไปเปิดในรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 พบว่าในมาตรา 114 เขียนไว้ว่า "สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงําใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์"

 

หรือขีดเส้นใต้ 3 เส้นไปที่มาตรา 124 ที่ระบุว่า "ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมวุฒิสภา หรือที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคําใดในทางแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็นหรือออกเสียงลงคะแนน ย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ผู้ใดจะนําไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้นั้นในทางใดๆ มิได้"

 

สำหรับกรณี "เอกสิทธิ ส.ส." นายสนธิญา สวัสดี สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เคยยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ให้ตรวจกรณีตรวจสอบการทำงานของพรรคอนาคตใหม่ว่ากระทำการเข้าข่ายขัดต่อมาตรา 114 หรือไม่ เมื่อพบว่ามี พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.จันทบุรี และนายจารึก ศรีอ่อน ส.ส.จันทบุรี ได้โหวต "งดออกเสียง" สวนทางกับมติพรรคจนเป็นที่มาของการพิจารณาไม่ส่งลงเลือกตั้ง

 

แต่อีกด้านตาม "ธรรมเนียม" ความเป็นเอกภาพของพรรคการเมืองนั้น ต้องยึดถือมติส่วนรวมเพื่อดำเนินกิจการทางการเมืองทั้งหมด ตามเจตนารมณ์ของพรรคการเมืองที่เขียนไว้ว่า กลุ่มบุคคลที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างเดียวกันทั้งแนวความคิดทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทำให้ขณะนี้ไม่ใช่แค่พรรคอนาคตใหม่อย่างเดียวที่เดินหน้าตรวจสอบ "งูเห่า"ของตัวเอง 

 

แต่พรรคเพื่อไทยได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ถ้าพบว่ากระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายและข้อบังคับพรรคสถานหนัก แต่กลับอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของ "ประชาธิปัตย์" ซึ่งมี 4 ส.ส.ออกมาโหวตสวนมติพรรค "เห็นด้วย" ให้ตั้งกมธ.วิสามัญฯชุดนี้ 

 

ตั้งแต่สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง เทพไท เสนพงศ์  ส.ส.นครศรีธรรมราช พนิต วกิตเศรษฐ์ส.ส.บัญชีรายชื่อ และอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี 

 

 




 

เป็นกลุ่ม ส.ส.ที่ตกเป็นเป็นเป้าว่าสุดท้ายพรรคต้นสังกัดจะจัดการกับ ส.ส.ที่โหวตสวนกับมติพรรคอย่างไร หรือกระทั่งใช้ยาแรงขับออกจากพรรคหรือไม่ เมื่อในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 101(9) ได้กำหนดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง เมื่อพ้นจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกตามมติของพรรคการเมืองนั้น ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมือง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองนั้น 

 

"ในกรณีเช่นนี้ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้น้ัน มิได้เข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นภายใน 30 วันนับแต่วันท่ีพรรคการเมืองมีมติให้ถือว่าส้ินสุด สมาชิกภาพนับแต่วันที่พ้น 30 วันดังกล่าว"

 

"รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย" อาจารย์ ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้สัมภาษณ์ "เนชั่นสุดสัปดาห์" ว่า ปัญหานี้เหมือนไก่กับไข่ กรณีนี้ไม่สามารถบอกได้ว่าความถูกต้องอยู่ที่ด้านไหนทั้งในแง่ของกฎหมาย หรือกระบวนของพรรคการเมือง เพราะรัฐธรรมนูญได้ออกแบบมาให้เกิดความสมดุลซึ่งกันและกัน ระหว่างพรรคการเมืองและประชาชน ซึ่งมีคำอธิบายจากเหตุผลที่แต่ละฝ่ายที่แสดงออกมา ทำให้ไม่ว่า ส.ส.ผู้นั้นจะเลือกเดินในแนวทางใด รัฐธรรมนูญก็มีมาตรการรองรับไว้ 

 

"เช่น หากส.ส.คนใดถูกขับจากพรรคการเมือง ก็ให้ไปสังกัดพรรคใหม่ใน 30 วัน ถือเป็นมาตรการกำกับไว้อยู่แล้ว แต่อยู่ที่ว่าจะกำกับได้มากน้อยเพียงใด แต่เรื่องเอกสิทธิ์ของ ส.ส.หากมติพรรคออกมาเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ก็เป็นสิทธิ์ของ ส.ส.ที่จะไม่ปฏิบัติตามมมติพรรคการเมืองนั้นได้"

 

 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน