การเมือง

ย้อนรอย "เทพไท" โหวตสวน "เรือเหล็ก"

7 ธันวาคม 2019 เวลา 11:01 น.
เปิดอ่าน 1488

เทพไทเคยโหวตสวนมติพรรคมาแล้วเช่นกัน ด้วยการ "งดออกเสียง"เลือกประธานและรองประธานสภาฯ 

 

เป็นอีกหนึ่งนักการเมืองที่ถูกพูดถึงอีกครั้ง เมื่อ "เทพไท เสนพงศ์" ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโหวตสวนมติวิปรัฐบาล ยกมือ "เห็นด้วย" ต่อการตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบ จากประกาศคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และการใช้อำนาจของหัวหน้าคสช.ตามมาตรา 44 เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา

 

ในที่ประชุมสภาฯ ครั้งนี้ได้สรุปโหวต "ไม่เห็นชอบ" กับญัตติการตั้ง กมธ.วิสามัญนี้ด้วยคะแนน 244 เสียง เห็นด้วยให้ตั้งกมธ.มี 5 เสียง และงดออกเสียง 6 คน โดยเสียงเห็นด้วย 5 เสียง แต่เป็นการตอกย้ำการโหวต "เห็นชอบ" จากเสียงของ"เทพไท" เป็นครั้งที่ 2 หลังจากการโหวตในรอบแรกมีเสียงฝ่ายค้านเป็นผู้ชนะในญัตตินี้เมื่อ 27 พ.ย. โดยพบว่ามีเสียงส.ส.ประชาธิปัตย์ร่วมสนับสนุนด้วย

 

กลายเป็น ส.ส.ประชาธิปัตย์ "เสียงข้างน้อย" ที่ยกมือไปคนละทิศทางกับรัฐบาล เกิดรอยร้าวสะเทือนไปถึงหัวหน้าเรือเหล็กพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนถูกยกไปเป็นหนึ่งในประเด็นพูดคุยกาวใจในวงดินเนอร์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ที่สโมสรราชพฤกษ์เมื่อค่ำคืนวันที่ 3 ธ.ค.

 

การประสานแผลในของพรรคร่วมฯ ในวันนั้น ไม่ทำให้ท่าทีของนายเทพไทเปลี่ยนไป ถึงแม้ "ชินวรณ์ บุณยเกียรติ" ส.ส.นครศรีธรรมราช ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) จะแจ้งถึงมติวิปรัฐบาลขอความร่วมมือ ส.ส.ประชาธิปัตย์ ทำตามมติของวิปรัฐบาลโดยโหวต "ไม่เห็นด้วย" หรืออย่างน้อยที่สุด ขอให้ส.ส.ที่เคยโหวตสวนมติวิปรัฐบาลครั้งแรกไปยกมือ "งดออกเสียง" แทน 

 

 

 

แต่สุดท้าย 1 ในเสียง "เห็นด้วย" กับการตั้ง กมธ.วิสามัญชุดนี้ ยังมาจาก "เทพไท" โดยเขายืนยันในฐานะสมาชิกพรรคคนหนึ่งพร้อมที่จะปฏิบัติตามมติพรรค และมติวิปรัฐบาลทุกประการ แต่อุดมการณ์ของพรรคต้องอยู่เหนือมติพรรคและมติวิปรัฐบาล หรือเงื่อนไขใดๆ ในการเข้าร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอน 

 

"ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซำ้รอย อยากให้การทำงานระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับรัฐบาล ต้องแบ่งแยกชัดเจน ควรให้เกียรติและเคารพการตัดสินใจของกันและกัน อย่างน้อยต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีของคนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนด้วย"

 

ขณะเดียวกันหนึ่งเสียงจากกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ บอกกับ "เนชั่นสุดสัปดาห์" กรณีมี ส.ส.โหวตสวนมติวิปรัฐบาลนั้นถือว่า ไม่ใช่ความผิดต้องเรียกมาตักเตือน แต่เชื่อว่าในระยะยาวสังคมจะเข้าใจ เพราะมติของพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้สอดคล้องกับอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์

 

การโหวตสวนมติวิปรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่ครั้งแรกที่ "เทพไท" ได้แสดงจุดยืนมาแล้ว เพราะหากย้อนไปเมื่อวันที่ 25 พ.ย.2562 ในสมัยที่ใช้ที่หอประชุมใหญ่ทีโอที เป็นที่ประชุมสภาฯนัดแรก นายเทพไทเคยโหวตสวนมติพรรคมาแล้วเช่นกัน ด้วยการ "งดออกเสียง" ในระเบียบวาระการประชุมเพื่อเลือกประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ เนื่องจากขณะนั้นยังการเจรจาตำแหน่งประธานสภาฯ ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลยังไม่ได้ข้อยุติ 

 

สถานการณ์ขณะนั้นพรรคฝ่ายต้องการให้ระเบียบวาระเลือกประธานสภาฯ เดินหน้าต่อไป ภายหลังพบว่า ส.ส.พรรครรัฐบาลยังไม่เข้าร่วมประชุม ทำให้นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ ชั่วคราว สั่งให้ขานชื่อเพื่อออกเสียงว่า  "เห็นชอบ" หรือ "ไม่เห็นชอบ" ที่จะเลื่อนการประชุมการเลือกประธานสภาฯ จนมีมติออกมาเห็นชอบ "ให้เลื่อน" การเลือกประธานสภาฯ 246 เสียง"ไม่เห็นชอบ" 248 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง โดย 2 คะแนนที่งดออกเสียงนอกเหนือนายชัยแล้ว ยังมีชื่อ "เทพไท เสนพงศ์"

 

"เทพไท" อธิบายเหตุผลการโหวตสวนมติพรรคตามวิปรัฐบาลไว้ว่า ใจจริงไม่เห็นด้วยกับการเลื่อน แต่ใช้วิธีการงดออกเสียงโดยได้ขออนุญาตกับผู้ใหญ่ภายในพรรคว่าการงดออกเสียงเป็นเอกสิทธิ์ เพราะไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการเลื่อนการเลือกประธานสภาฯออกไป การโหวตครั้งนี้เป็นเชิงสัญลักษณ์ เพราะแคร์ความรู้สึกของประชาชนที่รอการก้าวเดินของประชาธิปไตย และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หากเลื่อนการประชุมสภาฯออกไปก็ต้องเลื่อนเวลาเลือกนายกฯ และการจัดตั้งรัฐบาลด้วย

 

สำหรับเส้นทาง "เทพไท" เริ่มต้นชีวิตในวงการเมือง ตั้งแต่ยังเรียนหนังสืออยู่ด้วยการเป็นนักกิจกรรม เคยเป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง และได้รับการมอบหมายให้เป็นเลขานุการ รมช.มหาดไทย ในปี 2535-2537 จนกระทั่งในปี2540-2543 ได้รับเลือกให้เป็นเลขานุการรัฐมนตรีช่วยอีกครั้ง จากนั้นได้ลงสมัครเลือกตั้งครั้งแรกที่นครศรีธรรมราชในปี 2548 และได้รับการเลือกตั้งจากนั้นเป็นต้นมา

 

แต่หลังจากนี้แรงเสียดทานภายในพรรคร่วมรัฐบาลกำลังกลับมาปะทุอีกครั้ง พุ่งตรงไปที่ 4 ส.ส.ประชาธิปัตย์ที่เดินคนละทางกับมติวิปรัฐบาล จะเป็นบทพิสูจน์อันท้าทายว่าสุดท้ายจุดยืนของ 4 ส.ส.ในเรือเหล็กลำนี้จะเดินต่อไปอย่างไร.