การเมือง

“ส.ศิวรักษ์”  เล่าเบื้องหลังหารือสองแกนนำอนาคตใหม่

6 ธันวาคม 2019 เวลา 07:30 น.
เปิดอ่าน 14982

"คุณประยุทธ์เชื่อว่าวิธีเล่นเงียบๆจะไปรอดแต่เขาไม่รู้เลยว่าสังคมไทยเวลานี้ถดถอยมาก"

 

ภาพการพบปะพูดคุยระหว่าง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่(อนค.)   ปิยบุตร แสงกนกกุล  เลขาธิการอนค. โดยมี สุลักษณ์ ศิวรักษ์  (ส.ศิวรักษ์) นั่งอยู่ตรงกลาง ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ย่านสีลม บ่งบอกถึงนัยยะสำคัญทางการเมือง

 

ไม่บ่อยนักทั้งสามนัดพบกัน  โดยเป็นการพบกันในจังหวะที่ “ธนาธร “ เพิ่งพ้นสภาพการเป็นส.ส. พร้อมส่งสัญญาณจะออกมาเคียงข้างประชาชนจะสร้างพื้นที่ใหม่ทางการเมือง   ขณะที่” ปิยุบตร”  ต้องสวมบทหัวหมู่ทะลวงฟันเดินเกมเคลื่อนไหวในสภาเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว  ส่วนอาจารย์ “สุลักษณ์ “ คือนักคิดนักเขียน  เป็นบุคคลที่มีลูกศิษย์ลูกหาจากทั่วสารทิศให้ความเคารพนับถือ

 

และเป็นผู้มีมุมมองทางต่อทิศทางบ้านเมืองอย่างน่าสนใจ  โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์การปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่ยังอยู่ในสภาพของ“ ทหาร” แทรกซึม  

 

 

ส. ศิวรักษ์  เปิดเผยผ่าน เนชั่นสุดสัปดาห์ออนไลน์  โดยยอมรับตรงไปตรงมาว่า สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ เพราะเห็นว่าเป็นคนรุ่นใหม่ ที่ผ่านมาบ้านเมืองนิ่งอยู่กับที่มานาน  ดีใจคนรุ่นใหมเลือกเขาเยอะ แต่ถูกคนรุ่นเก่าทำลาย แม้แต่”ธนาธร” หัวหน้าพรรคถูกทำลาย ก็สงสาร

 

อาจารย์ส.ศิวรักษ์  บอกเล่าถึงการนัดพบ ณ คืนวันนั้นว่า  “ปิยบุตร” เป็นคนนัดเลี้ยงข้าวเย็นที่รานอาหารส้มเฉื่อย ถนนคอนแวนซ์ เผอิญวันนั้น “ธนาธร”มีกำหนดการที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย  เมื่อเสร็จภารกิจ เขาจึงเดินทางมาสมทบประมาณสองทุ่มกว่า  จึงได้มีโอกาสพูดคุยกัน

 

 “ไม่มีอะไรมากครับ ผมได้แต่ให้กำลังใจเขา อย่าท้อแท้ เพราะการเมือง โดยเฉพาะทหาร เป็นรัฐภายในรัฐ แม้ไม่ได้เป็นเผด็จการแล้ว ในรูปแบบประชาธิปไตยแต่สาระเป็นเผด็จการอยู่  ฉะนั้นต้องหาทุกวิถีทางให้กลับคืนมาสู่สภาพประชาธิปไตย”

 

“ผมว่าจะสู้กับทหารต้องสู้อย่างมีขันติธรรม เหมือนที่อาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์  ใช้คำว่า “สันติประชาธรรม” อย่าใช้วิธีกะล่อนแบบทหาร ต้องต่อสู้อย่างใจเย็น  สู้ทุกวิถีทาง เอาสัจจะสู้อสัตย์ เอาความดีสู้ความชั่ว  อย่าใจร้อน แต่มันไม่เร็วไม่ง่าย”

 

ส.ศิวรักษ์ เล่าต่อไปว่า “ ทั้งสองก็เคารพรับฟัง ส่วนจะฟังหูไว้หู เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาหรือไม่ ไม่แน่ใจ ผมก็เป็นคนแก่คนหนึ่งแต่ผมเตือนด้วยความหวังดี เชื่อว่าเขาเชื่อในความหวังดีของผม ผมให้กำลังใจเขาแบบนี้ “

 

ความสัมพันธ์ของบุคคลต่างวัยทั้งสามนั้น   อาจารย์สุลักษณ์ รู้จักกับปิยบุตรมานาน  ตั้งแต่สอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาธรรมศาสตร์  ซึ่ง”ปิยบุตร”ก็เคยเล่าให้”อาจารย์สุลักษณ์” ว่า ถ้าอยู่ต่ออีกสามปีจะได้เป็นศาสตราจารย์แล้ว  การเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยก็มีความมั่นคง  แต่เขาเห็นว่าบ้านเมืองควรมีนักการเมืองใหม่ก็พร้อมออกมาเล่นการเมือง  

 

“ตอนนั้น ผมก็เตือนเขาไป ว่าการเมืองไทยมันสกปรกโสมมนะ แต่ในเมื่อคิดจะเล่นการเมืองต้องพยายามเอาสุจริตเข้าสู้  เขาก็ฟังผม ผมเชื่อว่าเขาทำตามนี้”  

 

ส่วน”ธนาธร” ผมรู้จักเป็นการส่วนตัวมาก่อน ต่อมา”ปิยบุตรแนะนำพามาให้รู้จักที่บ้านผม พรรคพวกหลายคนในกลุ่มนักธุรกิจเพื่อสังคมก็ชวนมาพูดคุยกันและให้การสนับสนุนเขามาก

 

 

 

เทียบ”ประยุทธ์” -สุจินดา

 

การเมืองในยุคพล.อ.ประยุทธ์ จากหัวหน้าคสช. ยึดอำนาจมาเป็น นายกฯภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

 

 อาจารย์ ส. ศิวรักษ์ ยอมรับว่า  เป็นที่น่าเสียใจ ทหารถือเป็นรัฐภายในรัฐตั้งแต่ปี 2490  แล้ว ที่ทำลาย อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้สำเร็จ ขณะที่ปชป.เล่นกับทหารตลอด  ถ้าใครไม่เล่นกับทหาร หาว่าพวกล้มเจ้า จนมีความพยายามทำลายอจ.ปรีดี ทำลาย อจ.ป๋วย อึ้งภากรณ์   

 

 “ผมว่า พวกนี้ ไม่ใช้วิธีซื่อสัตย์สุจริต ใช้วิธีรังแกตลอด ยึดอำนาจมาเป็นระลอก แม้ผมเป็นหัวเดียวกระเทียมลีบก็สู้กับทหารตลอด ที่สำคัญยุคพล.อ.สุจินดา กล่าวหา ผมหมิ่นพระบรมเดชานานุภาพ ผมยังต้องหนีออกนอกประเทศ” 

 

แม้ ส.ศิวรักษ์ ผ่านประสบการณ์อันหนักหน่วงโดยเฉพาะในยุคของพล.อ.สุจินดา ถึงขั้นมีการข่มขู่เอาชีวิต แต่เขาเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างในยุคของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากหัวหน้าคสช.มาเป็นนายกฯ

 

“อย่างน้อยต้องชมคุณประยุทธ์  ไม่ใช้วีธีรุนแรงอย่างที่พล.อ.สุจินดาใช้  แต่พูดอย่างไม่เกรงใจ พล.อ.สุจินดา เป็นคนมีความรู้ มีความคิดลึกซึ้งกว้างขวางกว่าคุณประยุทธ์มาก แต่คุณประยุทธ์เป็นคนไม่ค่อยประสีประสา แม้แวดล้อมด้วยผู้มีความรู้สามารถ มีแต่เนติบริกรทั้งนั้น ที่รักใคร่เขา คุณประยุทธ์ ไม่อยู่ในสายตาผมเลย”

 

“คุณประยุทธ์เชื่อว่าวิธีการเขาไปรอด ใช้วิธีเล่นเงียบ รุกไปเรื่อยๆ แต่เขาไม่รู้เลยว่า สังคมไทยเวลานี้ ถดถอยมากตั้งแต่คุณประยุทธ์ขึ้นมาปกครองบ้านปกครองเมือง”

 

 “โดยเฉพาะคนเล็กคนน้อยแย่มากเลย ขนาดพ่อค้าแม่ขายในตรอกซอกซอยบ้านผมมีร้านอาหารขายมาสิบปี เขาบ่นกับผมแต่ก่อนเคยขายของได้เจ็ดพันบาท เดี่ยวนี้ได้แค่สามพันบาท หักกลบลบหนี้จะได้สักกี่ตังค์ คนพวกนี้เดือดร้อนมาก  คนเหล่านี้คุณประยุทธ์ไม่สนใจเลย แต่ไปสนใจอย่างเดียวติดต่อกับจีน ชาติอภิมหาอำนาจ โดยคิดจากคนข้างบนไม่ได้สนใจคนข้างล่างเลย น่าเสียใจมาก”  อาจารย์ สุลักษณ์ ระบายความในใจ

 

เขาเอ็กซเรย์ ตัวตนพล.อ.ประยุทธ์ ต่อไปว่า “  สำหรับพล.อ.ประยุทธ์ รูปแบบเป็นประชาธิปไตยแต่หัวใจเผด็จการอยู่ จะใช้ทุกวิถีทางไม่ว่าจะมีอะไรต้องแบ่งให้ทหารรับประโยชน์ต่อไป  ผมหวังแต่เพียงว่าระดับนายพันเอกเป็นต้น จะมีคนซื่อสัตย์สุจริต กล้าท้าทายอำนาจไม่ชอบมาพากลของกองทัพ มีคนรุ่นใหม่อย่างนี้ ก็หวังได้ว่าจะเปลี่ยนแปลงได้ ลำพังพลเรือนอย่างเดียวก็สู้ได้ตามตัวบทกฎหมาย เขาก็เขียนเข้าข้างเขาทุกๆทาง ไม่ว่ากระบวนการยุติธรรมอ่อนเปลี้ยไปหมดแม้แต่”ธนาธร”จึงถูกเล่นงานอย่างง่ายดายไม่ให้เข้าสภายังทำได้ 

 

“คนไทยบอก จิ้งจกทักยังเชื่อ แต่นี่ ผมทักคุณประยุทธ์มาตั้งแต่เขายึดอำนาจ เขาก็ไม่ใส่ใจอะไร พระพุทธเจ้าท่านตรัส คนเป็นใหญ่เป็นโตได้ต้องมีกัลยาณมิตร  กัลยาณมิตร คือคนที่กล้าเตือนในสิ่งที่ไม่อยากฟัง พยายามเตือนทั้งข้อเขียน คำพูด  แต่คนรอบตัวบอกว่าส.ศิวลักษณ์แก่เกิน อย่าไปฟังเลย เสียดายถูกห้อมล้อมด้วยเนติบริกรเหล่านี้ คนพวกนี้ร้ายนะครับ จะเสียคนเพราะด้วยเหตุนี้ “     

 

 “เหมือนกับทักษิณ เสียคนด้วยคนรอบตัวเชียร์ทักษิณอย่างเดียว แต่อย่างน้อยทักษิณมีสติปัญญาความรู้มากกว่า คุณประยุทธ์  เสียดายว่าความรู้ความสามารถใช้ด้วยความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง ถ้าใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมคุณทักษิณจะทำได้มาก และที่ปรึกษาคุณทักษิณหลายต่อหลายคนมีความรู้ความสามารถมาก   ขณะที่คุณประยุทธ์ ไม่มีที่ปรึกษาเท่ากับที่ปรึกษาคุณทักษิณเลย”

 

อาจารย์ สุลักษณ์ วิจารณ์ว่า  “ ไม่ใช่คนรอบตัวเป็นจุดอ่อนอย่างเดียว  ตัวนายกฯเอง ไม่มีจิตวิญญาณฟังที่ปรึกษาด้วยซ้ำไป  ผมพูดด้วยความดูถูกดูแคลนเลยนะครับ เสียดาย เขาอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องฟังความคิดความอ่านอะไรที่ลึกซึ้งรอบคอบเลย  เขาแสดงอยู่ได้เรื่อยๆ  เขาถือว่ามีอำนาจทุกอย่าง มีเงินทุกอยาง ซื้อได้ ถือว่าคิดผิดมากเลย 

 

 

 

คนรุ่นใหม่บนถนนการเมือง

 

ส่วนกรณีการเล่นการเมืองนอกสภาของธนาธร ด้วยการส่งสัญญาณลงถนน   “ส. ศิวรักษ์ “  บอกยังไม่ทราบความหมายที่แน่นอน  แต่”ธนาธร” เป็นคนกล้าหาญพอสมควร แม้จะถูกรังแกด้วยวิธีการต่างๆ แต่เขากล้าพูดกล้าแสดงออก

 

“ผมก็เตือนเขา เพราะการเป็นส.ส.อย่างน้อยมีกฎหมายป้องกันอยู่ ตอนนี้กฎหมายรังแกเขามากขึ้น แต่เขาก็ฟังผมด้วยความหวังดี สู้เราก็ต้องสู้ แต่ต้องสู้ในบริบทที่เราสู้ได้ และใช้ขันติธรรมพร้อมๆ สัจธรรมอย่าใจร้อน วู่วามเกินไป “ ส.ศิวรักษ์ กล่าวย้ำเตือน ธนาธร

 

 

นักคิดนักเขียนในวัย 87 ปี    ยังได้ประเมินสถานการณ์รัฐบาลว่า  เข้าใจว่ารัฐบาลจะประมาทคนรุ่นใหม่ เชื่อใจว่าเอาทหารมาเป็นพวกตนได้เท่าไหร่และดึงพรรคการเมืองอื่นๆ จะสามารถอยู่ได้นานเท่านั้น  แต่อย่าลืมว่า ทุกแห่งทุกสถานที่ “สัตย์” เป็นพื้นฐาน การปฏิเสธสัจจะเป็นไปไม่ได้

 

“ ขอให้ดูฮ่องกงเป็นตัวอย่าง อยู่ใต้อาณัติจีนแผ่นดินใหญ่ จีนเป็นรัฐที่มีพรรคคอมมิวนิสต์เข้มแข็งยืนหยัดมาก  กระนั้นไม่สามารถสยบฮองกงได้ง่ายๆ  เพราะฉนั้นเมืองไทย คนไทย หลายเรื่องมีความลึกซึ้งมากกว่าฮ่องกงมิใช่น้อย แต่การแสดงออกอาจไม่มั่นคงแข็งแรงเท่าฮ่องกง แต่เชื่อว่าคนไทย ไม่เฉพาะอนาคตใหม่ พรรคอื่นๆ รวมถึงคนนอกพรรค นักเรียนนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ เข้าใจว่าจะผนึกกำลังต่อสู้เผด็จการให้มั่นคงแข็งแรงมากขึ้นทุกที อันนี้เป็นความหวังของผม  ผมอาจผิดหวังก็ได้นะ แต่แนวโน้มเห็นว่า นิสิตนักศึกษาไม่เอาทหารมากขึ้น แต่เสียดายครูบาอาจารย์ยังแหยอยู่ “

 

อาจารย์ ส.ศิวรักษ์  บอกด้วยว่า เขาได้ติดต่อคนรุ่นใหม่ค่อนข้างมาก ทั้งจุฬา ธรรมศาสตร์ แม้กระทั่งหัวเมืองต่างจังหวัด เช่น คณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น นิสิตนักศึกษาไปหาคนยากไร้มากขึ้นกว่าอยู่หอคอยงาช้าง นิสิตต้องยืนหยัดอยู่คนยากไร้  คนเหล่านี้มีมากขึ้นทุกขณะ

 

นั่นคือ สิ่งที่ ส. ศิวรักษ์ มองถึงการเติบโตคนรุ่นใหม่ และเป็นพลังส่วนใหญ่ของประเทศ ปฏิเสธไม่เอาทหารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง