การเมือง

"สกลธี" แซง "ทยา"

1 ธันวาคม 2019 เวลา 19:57 น.
เปิดอ่าน 2432

สกลธี เป็นตัวเลือกดีกว่า ทยา หลังวิเคราะห์แล้วว่าคนกทม.ไม่เลือกผู้หญิงเป็นผู้ว่าฯ

เวทีเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เริ่มคึกคักขึ้นเมื่อ "นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์" อดีต รมว.คมนาคม เปิดตัวชิงเก้าอี้ในนามอิสระ หลังจากโบกมือลาพรรคเพื่อไทย โดยวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา "นายชัชชาติ" ได้จัดงาน “Better Bangkok ชัชชาติชวนคุย คนกรุงเทพฯ ช่วยคิด” เรียกเรตติ้ง ก่อนลงสนามจริง ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นแน่ในปี 2563 นี้

 

เช่นเดียวกับพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ได้มีการเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง โดยมี 3 ขุนพล อดีตแกนนำ กปปส.เป็นตัวขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็น นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่า กทม.

 

และวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา นายณัฏฐพล แย้มว่า พลังประชารัฐ มีบุคลากรที่มีความพร้อม ในสนามเลือกตั้ง กทม.อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น นายพุทธิพงษ์ ซึ่งเป็นอดีตรองผู้ว่า กทม.นายสกลธี รองผู้ว่า กทม. และ ทยา ทีปสุวรรณ อดีตรองผู้ว่าฯ แต่จะส่งใครไปแข่งขันนั้น ยังไม่ขอเปิดเผย

 

สำหรับพรรคพลังประชารัฐ เห็นว่าศึกเลือกผู้ว่า กทม.ครั้งนี้ ตัวเองได้เปรียบ เพราะกุมพื้นที่อยู่ มี ส.ส.มากสุดถึง 12 คน ขณะที่เพื่อไทยและอนาคตใหม่ได้เพียงพรรคละ 9 คน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ เจ้าถิ่นเก่า ไม่ได้แม้แต่คนเดียว

 

 

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เล่าให้ฟังว่า ในส่วนของการเตรียมความพร้อม พรรคพลังประชารัฐ กำลังเดินหน้าทาบทามผู้ที่เหมาะสม ให้มาลงสมัครในตำแหน่งนี้ แต่ยังไม่ถึงขั้นการตั้งกรรมการขึ้นมาพิจารณาเลือกบุคคล ที่แล้วมา เป็นเพียงการพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการเท่านั้น

 

ในฐานะประธานยุทธศาสตร์ กทม. พลังประชารัฐ นายพุทธิพงษ์ เผยว่า นอกจากนี้ ยังให้ขอให้ทีม กทม.ในพรรคพลังประชารัฐ ไปถามความต้องการของประชาชน ว่าต้องการผู้ว่าฯแบบใด เพื่อที่จะได้หาตัวผู้สมัครตรงความต้องการของคนมากที่สุด

 

ส่วนในฐานะอดีตรองผู้ว่าฯ กทม. นายพุทธิพงษ์ เห็นว่า ตอนนี้กรุงเทพมีปัญหาใหม่ๆ เกิดขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาที่อยู่อาศัย ขยะ สิ่งแวดล้อม พีเอ็ม 2.5 โดยปัญหามีความหลากหลายมากขึ้น ดังนั้น ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร จึงต้องเข้าใจปัญหาเหล่านี้ และนำเสนอนโยบาย แนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง ตรงจุด เพราะชาวกรุงเทพต้องการคนที่จะมาแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด มากกว่าคำพูด

 

เขา ยังเห็นว่า ด้วยความหลากหลายของปัญหา ทำให้โอกาสเปิดกว้างสำหรับผู้สมัครทุกคน เพราะปัญหาเหล่านี้ ต้องการคนที่มีความคิดใหม่ๆ มาแก้ไขปัญหาอย่างถูกอย่าง แต่ความคิดใหม่ที่ว่านี้ จะต้องทำได้จริง ไม่ใช่แค่เพ้อฝัน เพราะจากประสบการณ์ เห็นว่าคนกรุงเทพเบื่อนโยบายเพ้อฝัน สวยหรู ออกมาแล้วทำไม่ได้จริง

 

 

"ดังนั้น เวลาคิดนโยบายจะต้องเน้นไปที่การทำได้จริง จับต้องได้ แก้ปัญหาอย่างตรงจุด เหมือนกับที่ใช้คำว่า ก็ทำสักที แบบนี้ถึงจะตรงใจคน เพราะนี่ถือเป็นสิ่งเดียวที่คนกรุงเทพรอคอยมานานแล้ว ผมคิดว่าผู้ว่าฯกรุงเทพในยุคนี้ ต้องลงมือทำอย่างจริงจัง ไม่พูดอย่างเดียว ไม่ขายฝัน

 

ที่สำคัญผู้ว่าฯกรุงเทพ จะต้องประนีประนอมได้ เพราะกรุงเทพนั้นมีปัญหาเยอะ จึงต้องประสานความร่วมมือ เช่น ผู้ประกอบการ ผู้ค้าขาย เจ้าหน้าที่ โดยต้องหาสมดุลย์ระหว่างกัน เช่น การจัดระเบียบให้มีความสะอาดและวิถีชีวิตของประชาชน เพราะนโยบายสุดโต่งใช้ไม่ได้กับยุคสมัยนี้ เช่นครั้งหนึ่ง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ใช้นโยบายอย่างเคร่งครัด แต่ในยุคนี้จะต้องจุดพอดีให้เจอ"

 

นายพุทธิพงษ์ ทิ้งท้ายว่า  การที่พรรคพลังประชารัฐ ได้ ส.ส.ในกรุงเทพมหานคร มากที่สุดถึง 12 ที่นั่งถือว่าเป็นจุดได้เปรียบ เพราะจะสามารถเข้าถึงประชาชนได้มากกว่า แต่สิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.คือทีมงาน จะต้องมีประสิทธิภาพกล้าคิดกล้าทำ จึงจะครอบใจคน กทม.ได้

 

อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวจากพรรคพลังประชารัฐว่า นายณัฐพล ต้องกาผลักดัน ทยา ภรรยาตัวเองลงสมัครผู้ว่ากทม. แต่มีผู้ใหญ่ในพรรคไม่เห็นด้วย เพราะกทม. เอาเข้าจริงจะไม่เลือกผู้หญิงเป็นผู้นำทางการเมือง ดังนั้น ชื่อของ สกลธี จึงมาแรงที่สุดในขณะนี้