การเมือง

ถอดรหัส‘ธนาธร’ บ่ายหน้าลงถนน

1 ธันวาคม 2019 เวลา 19:21 น.
เปิดอ่าน 834

กิจกรรมของธนาธรในช่วงเดือนที่ผ่านมาโดยเฉพาะช่วงก่อนศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ซึ่งแต่ละกิจกรรมล้วนแสดงนัยถึงอนาคตทางการเมืองของธนาธรอย่างน่าสนใจ

นับเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจไม่น้อยสำหรับการประกาศลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2563 ของ 'ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ' หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่ากว่าที่ธนาธรจะเข้ามานั่งในตำแหน่งได้อย่างเต็มตัว ต้องฝ่าดงกระแสต้านจากส.ส.ซีกรัฐบาลขนาดไหน ถึงขนาดที่จะมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกันเลยทีเดียว แต่สุดท้ายธนาธรก็สามารถนั่งเก้าอี้ดังกล่าวได้อย่างเต็มตัว

 

แต่เมื่อจู่ๆ ประกาศลาออกขึ้นมา จึงไม่แปลกที่จะนำมาซึ่งการวิเคราะห์และการขุดค้นว่าธนาธรกำลังตั้งตัวเองเป็นผู้นำมวลมหาประชาชนหรือไม่

 

การจะถอดรหัสปริศนาที่ว่านั้นต้องพลิกกลับไปดูกิจกรรมของธนาธรในช่วงเดือนที่ผ่านมาโดยเฉพาะช่วงก่อนศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ซึ่งแต่ละกิจกรรมล้วนแสดงนัยถึงการอนาคตทางการเมืองของธนาธรอย่างน่าสนใจ

 

“ไม่รู้จะไล่ประยุทธ์หรือแก้รธน.ก่อน”

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดเวทีพบประชาชนหัวข้อ "มาสิครับผมจะเล่าให้ฟัง" ของธนาธรเมื่อวันที่ 6 ต.ค. ไม่เพียงแต่วันเวลาที่จัดงานจะมีนัยทางการเมืองเพราะตรงกับการครบรอบเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่าง ' 6 ตุลา 2519" เท่านั้น แต่งานในวันนั้นเป็นครั้งแรกๆที่ธนาธรพูดถึงการขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ไว้อย่างชัดเจน

 

“เราเชื่อมั่นในความถูกต้องของพวกเรา อย่างคดีที่แจ้งความเอาผิดเราล่าสุดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมมั่นใจว่าสิ่งที่เราพูดไม่ใช่การแบ่งแยกและไม่ใช่การทำให้สังคมแตกแยกแต่รณรงค์ขั้นพื้นฐานที่ทุกคนในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยควรจะต้องมีสิทธิ แต่เมื่อมีคดีมาเพิ่มอีกคดีก็ไม่เป็นไร ถือเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้”

 

"ยืนยันว่าเราจะยังจัดเวทีต่อ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าเราไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ สังคมไทยไปต่อไม่ได้ เราเดินหน้าไม่ได้ หลังๆมานี้ผมชักงงว่าไม่รู้ว่าจะต้องไล่คุณประยุทธ์ก่อนหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน ถ้าคุณไม่ไล่คุณประยุทธ์ก็แก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ หรือคุณไม่แก้รัฐธรรมนูญก็ไล่คุณประยุทธ์ไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าจะเอาอะไรก่อนดี" คำพูดที่สื่อความหมายบางประการจากหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

 

 

ขอฝากพรรคไว้กับ ‘ปิยบุตร’

 

ขณะเดียวกัน งานในวันนั้นเป็นครั้งหนึ่งที่ธนาธรพูดถึง 'ปิยบุตร แสงกนกกุล' เลขาธิการพรรค ประหนึ่งว่าจะขอฝากพรรคนี้ไว้กับเลขาธิการพรรค

 

"เป็นโชคดีของพรรคอนาคตใหม่ที่มีเลขาธิการพรรคชื่อ ปิยบุตร แสงกนกกุล ไม่มีนักกฎหมายมหาชนคนไหนที่มีอุดมการณ์และยอมที่จะทิ้งหน้าที่การงานวิชาชีพที่มั่นคงของตัวเอง มาทำงานการเมืองที่ไม่มั่นคงอย่างนี้  ผมคิดว่าเป็นโชคดีของพรรคอนาคตใหม่จริงๆที่ได้อาจารย์ปิยบุตรเข้ามาเป็นเลขาธิการพรรคของเรา”

 

“ในช่วงเวลาที่สังคมโหยหาทางออก ในช่วงเวลาที่สังคมมองไปไม่รู้ว่าเรื่องนี้อะไร คือ สิ่งที่ถูกต้องตามหลักการ คนที่บอกสังคมว่าที่ถูกต้องมันต้องเป็นอย่างนี้ คือ ปิยบุตร และเขาทำอย่างนี้อย่างคงเส้นคงวามาตลอดสิบกว่าปี ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ท่านจะหันไปหาใครสักคนเพื่อหาหลักการที่ถูกต้อง เพื่อหาเส้นทางที่ถูกต้องในเรื่องนั้นๆ ผมจะหันหน้าไปหาปิยบุตร ผมจะไว้ใจอาจารย์ปิยบุตร" ธนาธรระบุในวันนั้น

 

“มาร่วมเดินทางไกลไปด้วยกัน”

 

ยิ่งใกล้วันที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน 20 พ.ย. จะพบว่าธนาธรย้ำถึงเรื่องอนาคตทางการเมืองของตัวเองชัดเจนขึ้น อย่างในเวทีบรรยายพิเศษหัวข้อ "เศรษฐกิจซบเซาและซึมยาว SME ไทยจะรับมืออย่างไร?" เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ก็เป็นอีกหนึ่งงานที่ธนาธรกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ

 

"ส่วนจะหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของคสช.ได้อย่างไร ผมคิดว่าเราคงต้องมาช่วยกัน คงไม่มีใครมีคำตอบเบ็ดเสร็จวันนี้ แต่เรารู้หนึ่งอย่าง พรรคการเมืองอย่างเดียวทำไม่ได้ เรารู้ข้อจำกัด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยพี่น้องประชาชนเข้ามาด้วย ซึ่งมันจะสัมพันธ์กันหมด การกระจายอำนาจ การยุติราชการรวมศูนย์ เรื่องการสร้างประชาธิปไตย เรื่องการเปลี่ยนรัฐบาล  ถ้าคุณไม่ทำสิ่งต่างๆเหล่านี้พร้อมกัน เปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่สังคมที่ดีกว่านี้ไม่ได้ ต้องค่อยๆทำพร้อมกัน ดังนั้น การเเดินทางครั้งนี้ยาวครับ คาดหวังว่าทุกคนจะเดินทางไกลไปด้วยกัน" ธนาธร กล่าว

 

ไม่ต่างอะไรกับการจัดเวทีกิจกรรม "อยู่ไม่เป็น" เมื่อวันที่ 16 พ.ย.สัปดาห์สุดท้ายก่อนศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน ทว่า 'ธนาธร' ก็ย้ำให้ประชาชนเห็นถึงปัญหาของประเทศไทยและต้องร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลง

 

"ความจริงแล้วจุดเริ่มต้นและการดำรงอยู่ของพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้เริ่มจากความเกลียดชัง แต่เริ่มเพราะความรัก เห็นคนตกงาน เห็นความลำบาก เห็นชีวิตที่อัตคัดขัดสนข้างนอก คำถามคือเราได้เห็นชีวิตพวกเขาแล้วร้องไห้ไหม ได้ยินแล้ว ยังปล่อยให้เขาดิ้นรนต่อสู้กับระบบที่ไม่เป็นธรรมอย่างเดียวดายหรือไม่ หรือเป็นเพราะสังคมถูกโบยตีด้วยแส้หมดแล้วจึงด้านชาไม่รู้สึกอะไร หัวใจของพวกเรายังอุ่นอยู่ มีเลือดมีเนื้อ สามารถแบ่งทุกข์เฉลี่ยสุขกันได้ นั่นคือสิ่งที่เราเชื่อ" คำปราศรัยบนเวที 'อยู่ไม่เป็น' ของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

 

 

แกนนำเชื่อลงถนนไม่ง่าย

 

จากข้อกังขาทั้งหมดที่มีมีต่อตัว ‘ธนาธร’ ทำให้ ‘คารม พลพรกลาง’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ต้องออกมาสยบข่าวลือเพื่อยืนยันว่าธนาธรไม่มีความคิดจะพาประชาชนลงท้องถนน

 

“การที่จะปลุกม็อบนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเรามีบทเรียนจากในอดีตที่ผ่านมา และเชื่อว่านายธนาธรไม่ได้คิดที่จะปลุกม็อบหรือต้องการให้เกิดความขัดแย้งและรุนแรงใดๆอีกแล้ว จากการที่ร่วมงานกันนายธนาธรตั้งแต่ก่อตั้งพรรค เขาไม่มีความคิดที่จะนำมวลชนลงถนน แต่ต้องการให้พรรคขับเคลื่อนตามกลไกสภาและมีการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น”

 

“นอกจากนี้จากการที่เขาถูกจับตามองเป็นพิเศษจากผู้มีอำนาจ การจะทำอะไรต้องระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงนี้คงต้องระมัดระวังมากกว่าเดิม ตนเชื่อว่านายธนาธรจะไม่ทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงเข้าทางฝ่ายที่จับจ้องอยู่อย่างแน่นอน โดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ข้อหาการยุยงปลุกปั่น ที่จะไปเข้าทางคนที่ต้องการล้มนายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่อยู่แล้ว” หนึ่งในแกนนำพรรคอนาคตใหม่ย้ำชัดเจน

 

ถึงที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์เองว่าประเทศไทยจะได้เห็นแกนนำม็อบหมื่นล้านหรือไม่