การเมือง

"เสี่ยหนู-เนวิน" ลึก-ปึ๊ก-ปัง

29 พฤศจิกายน 2019 เวลา 17:00 น.
เปิดอ่าน 3425

เนวิน เป็นคนจงรักภักดีจึงตีตัวออกห่างจากทักษิณ ดังนั้นต้องถามเสี่ยหนูให้ชัวร์ว่าจุดยืนเรื่องนี้อยู่ตรงไหน

การเดินหน้านโยบายของพรรคภูมิใจไทย ที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค เหมือนจะไม่ราบรื่นอย่างตอนเริ่มต้นแล้ว

 

เมื่อปรากฎว่าการผลักดันการแบนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่าง "ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส และพาราควอต" ไม่เป็นไปตามคาด โดยผลประชาพิจารณ์ออกมาปรากฎว่าประชาชนกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นด้วยกับการแบน 3 สารดังกล่าว ส่งผลให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติเลื่อนการแบนไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ออกไปอีก 6 เดือน

 

เช่นเดียวกับนโยบายการผลักดันกัญชา ที่เมื่อตอนหาเสียง เหมือน "เสี่ยหนู" จะชู "นโยบายกัญชาเสรี" คนไทยปลูกได้ครอบครัวละ 6 ต้น แค่กลับไม่เป็นไปตามคาด เพราะหากทำเช่นนั้น อาจข้อตกลงว่าด้วยสหประชาชาติ ฉะนั้นในตอนนี้จึงเป็นเพียงการปลดล็อกกัญชาเพื่อการแพทย์ ส่วน "กัญชาเสรี" ยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

 

ประชาชนทวงถามตลอดเวลาว่าเมื่อไหร่จะได้ปลูกคนละ6ต้นหรือเพียงแต่หาเสียงเฉยๆ

 

ถนนการเมืองในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลจึงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเท่าไหร่นัก เพราะคนเดิมเกมจริงๆอยู่ถึง บุรีรัมย์

 

นี่เป็นครั้งแรกที่ "เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ก้าวผงาดขึ้นมายังจุดสูงสุดในชีวิตการเมือง คุมพรรคภูมิใจไทย ที่มี ส.ส.ทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อ 51 คน ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล นั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

 

ขณะที่ลูกพรรคล้วนคุมกระทรวงสำคัญ เช่น นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นต้น

 

แต่อย่างที่ทราบกันดีว่า ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ หาใช่ด้วยมันสมองและสองมือของ "เสี่ยหนู" เพียงคนเดียว หากยังมี "เสี่ยเน" นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กุมเกมอยู่เบื้องหลัง

 

หากจะนับความสัมพันธ์ระหว่าง "เนวิน" และ "อนุทิน" จะต้องเรียกว่า "แน่นปึ้ก" นับถือเป็นเพื่อนซี้กันมายาวนาน จนถึงขั้นเล่นหัวกันได้อย่างสบายใจ

 

แถม เสี่ยหนู ยังเคยประกาศว่า ย้ายบ้านไปอยู่บุรีรัมย์เพราะมี ปู่ชัย ชิดชอบ ที่เปรียบเสมือนพ่อ มี เนวิน ที่เปรียบเสมือนพี่ ทำเอาฮือฮาในงานวันเกิดปู่ชัย ปีล่าสุดที่บ้านในโรงโม่หินศิลาชัย

 

เดิมที "นายอนุทิน" และ "เนวิน" อยู่ด้วยกันในพรรคไทยรักไทย กระทั่งมีอุบัติเหตุทางการเมือง ยุบพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน อนุทินเป็นผู้ที่ย้ายตามนายเนวิน ออกมาเสี่ยงดวงในพรรคใหม่ พรรคภูมิใจไทย โดยพรรคภูมิใจไทย ได้หันไปจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ จัดตั้งรัฐบาล ชูนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี พวกเขาจึงถูกกล่าวหาว่าหักหลังนายทักษิน ชินวัตร เนรคุณเจ้านายเก่า

 

เมื่อต่อมานายเนวิน ได้หันไปเอาจริงเอาจังกับการสร้างทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แต่ก็ทราบกันดีว่า เขายังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังพรรคภูมิใจไทย และมีอำนาจตัดสินใจสูงในรัฐบาลอภิสิทธิ์

 

ไม่ว่าจะเป็น การเลือกกระทรวง การเลือกคนเข้าไปนั่งในตำแหน่งสำคัญ เช่น ชวรัตน์ ชาญวีรกูล พ่อของนายอนุทิน นั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น

 

ในยุค ชวรัตน์ นั่งเป็นรมว.มหาดไทย เนวิน ส่ง ศักดิ์สยาม ชิดชอบ น้องชาย ไปเป็นประธานคณะทำงานของ รมว.มหาดไทย พูดง่ายๆคืองานของรัฐมนตรีว่าการ อยู่ในมือของ ศักดิ์สยาม เขาจึงเป็นรัฐมนตรีเงา บางคนบอกว่าเป็นรัฐมนตรีตัวจริง

 

ครั้งนั้นมีข่าวอื้อเรื่องทุจริตการสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ ปปช.ชี้มูลความผิดข้าราชการไปหลายราย

 

อันที่จริงไม่ใช่เสียหนูกับเสี่ยเน ที่มีความสนิทชิดเชื้อกัน เพราะทั้ง "ชิดชอบ" และ ชาญวีรกูล" นั้น สนิทกันทั้งครอบครัว ตั้งแต่รุ่นพ่อ ลงไปยังรุ่นลูก โดยนายอนุทิน เคยให้สัมภาษษณ์ว่า นายเนวิน เป็นเพื่อนแท้ เพื่อนที่เราไม่ต้องกังวลว่าเขาจะหักหลัง เพราะเขาจะมอบแต่สิ่งดีๆให้เสมอ

 

ว่ากันว่า พรรคภูมิใจไทย ความจริงเสี่ยหนูคือเลขาธิการพรรคหรือทำหน้าที่แม่บ้าน ส่วนหัวหน้าพรรคโดยพฤตินัยคือ เนวิน นั้นเอง เพราะเนวิน เป็นคนที่มีความเฉียบแหลมในการวางแผนทางการเมือง

 

เสมือนมีมนต์พิเศษล่วงรู้ว่าอยู่ข้างไหนอยู่กับใครถึงจะก้าวหน้า

 

เมื่อครั้งที่ เนวิน รักใคร่กับ ทักษิณ ทักษิณ ก็ไว้วางใจ ขนาดไปตรวจงานประชุมครม.สัญจรที่บุรีรัมย์และสุรินทร์ เนวิน จัดการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการให้ ทักษิณ ขี่ช้าง เอาเคล็ดแก้เคล็ด เปรียบพญาเหยียบเมือง โดยมีเนวิน เป็นทหารคอยเดินประกอบเท้าช้าง คอยระแวดระวังภัย ดั่งจตุลังคบาท ในประวัติศาสตร์อย่างไงอย่างนั้น

 

แต่พอเกลียดกัน ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ

 

เหตุเพราะ เนวิน เห็นว่า นับวัน ทักษิณ จะกำเริบเสิบสาน ไม่ได้หยุดแค่นักการเมืองหรือนายกฯ แต่มีเป้าหมายที่สูงกว่านั้น ซึ่งเนวิน รับไม่ได้ เพราะเนวิน ลั่นเลยว่า เขาคือผู้จงรักภักดีต่อสถาบัน

 

เมื่อครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินทางไปประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่ จ.บุรีรัมย์ ในยุครัฐบาล คสช. นายอนุทิน เดินตามหลังนายเนวินอย่างว่าง่าย

 

โดยพวกเขาจัดงานใหญ่ งานช้างสมชื่อ สนามช้างอารีนา ต้อนรับ "บิ๊กตู่" อย่างคึกคัก ขณะที่ นายเนวิน กล่าวกับประชาชนประมาณ 40,000 คน ที่มาต้อนรับ "บิ๊กตู่" ว่า สนามช้างอารีนา เกิดขึ้นจากความร่วมมือกับนายอนุทิน โดยเดิมทีตั้งใจว่าจะสร้างอัศจรรย์ด้วยปูนอย่างถาวร ปรากฎว่า ปรึกษานายอนุทิน แล้วเห็นควรให้สร้างด้วยเหล็ก เผื่อว่าไปไม่ไหว ก็ยังสามารถรื้อเหล็กไปขายได้

 

ในการเลือกตั้งปี 2562 แม้นายอนุทิน จะมีบทบาทเป็นหัวหน้าพรรคภูมิไทย แต่อำนาจและบารมีของนายเนวิน กลับครอบอยู่อีกชั้น โดยเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการส่งตัวผู้สมัคร กำหนดยุทธศาสตร์การหาเสียง รวมถึงดีลเพื่อร่วมรัฐบาล ดังจะเห็นจากการที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ น้องนายของนายเนวิน ได้นั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งถือเป็นกระทรวงสำคัญ ไม่แพ้นายอนุทิน ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค

 

ไม่เพียงตอนตั้งรัฐบาลเท่านั้น แต่ในระหว่างการบริหารงาน รัฐมนตรีทุกกระทรวงในสังกัดภูมิใจไทย จะทำอะไร จะส่งเรื่องเข้าคตรม. จะต้องส่งให้ บุรีรัมย์ ตรวจสอบก่อนทั้งครั้ง

 

ขนาด พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้รับทราบหลังบุรีรัมย์เสียอีก

 

นัยหนึ่งคือ เนวิน ต้องการรู้ความเคลื่อนไหว อีกนัยคือเนวิน เป็นห่วงว่า ภูมิใจไทยจะพลาดทางการเมือง เพราะต้องยอมรับว่า เสี่ยหนู ยังละอ่อนกับเกมการเมือง เพราะโตมาก็มีคนทำเอาไว้ให้หมด ทั้งทางธุรกิจและทางการเมือง ปู่จิ้น เป็นคนทำไว้ให้

 

ขณะที่ ศักดิ์สยามเอง ก็ยังไม่สันทัดในเรื่องการเมือง ดังนั้นเวลามีเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับกระทรวงคมนาคมและมากระทบกับ ศักดิ์สยาม เนวินผู้พี่จึงเดือดร้อนและเป็นห่วงมากเป็นพิเศษ

 

แต่ด้วย เสี่ยหนูและเนวิน มีขาดมีเกินคอยเติมกัน เนวิน มีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ทางการเมือง เหมาะกับการอยู่เบื้องหลัง ส่วน เสี่ยหนู มีภาพลักษณ์ที่ไม่เสียหาย จึงเหมาะกับการอยู่เบื้องหน้า

 

ทั้งสองทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัว จนทำให้ภูมิใจไทย ขยับจากพรรคเล็กพรรคต่ำสิบ ผงาดขึ้นมาเป็นพรรคขนาดกลางได้ก็เพราะ การผสมผสานกันของสองคน

 

แต่สิ่งหนึ่งที่ เนวิน กับ เสี่ยหนู จะไปคนละทางคือเรื่องของสถาบัน เนวิน ต้องถามเสี่ยหนู เพื่อให้ชัวร์ว่า คิดอย่างไรเรื่องนี้ เนื่องจากช่วงหลัง เสี่ยหนู เริ่มเอนเอียงไปกับแนวคิดของพรรคการเมืองสุดโต่ง เอนเอียงไปทางองค์กรสื่อที่ชัดเจนเรื่องสถาบัน

 

หากเคลียร์เรื่องนี้จบ จะได้ดึง เสี่ยหนู ออกจากรูขยะเหล่านั้นเสีย

 

ถ้าทำได้ วิถีที่ต่างคนต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยทั้งการเมืองและธุรกิจ จะแยกสองคนนี้ออกจากกันยาก.