การเมือง

สมชัย ศรีสุทธิยากร สเป็ค "นายช่าง" รื้อรัฐธรรมนูญ

2 ธันวาคม 2019 เวลา 06:28 น.
เปิดอ่าน 760

"สมชัย" มองไปถึงตัวประธานต้องไม่มีธงว่าจะแก้หรือคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ

จนถึงนาทีนี้ยังไม่ถึงวันเริ่มต้นสำหรับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ภายหลังญัตติดังกล่าวยังไม่ถูกขยับขึ้นมาเข้าสู่การพิจารณาในสภา

 

แต่สิ่งที่ "สมชัย ศรีสุทธิยากร" อดีตคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) ออกมาเตือนไปถึง ส.ส.ฝั่งรัฐบาลต่อการเลือกบุคคลที่เหมาะสมมาเป็นคณะกรรมาธิการชุดนี้ เพื่อไปเริ่ม "ปลดล็อค" ที่นายสมชัยเคยเปรียบไว้ในเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า "นั่งร้านรัฐธรรมนูญ" ตามที่ "มีชัย ฤชุพันธุ์" อดีตประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเคยออกแบบนั่งร้านแห่งนี้ไว้ ว่าไม่เป็นอารยะ แถมยังสร้างกลไกหลายชั้นในการรื้อนั่งร้านให้ยากเย็นเข็ญใจ

 

 

ไม่ใช่แค่หมวก "อดีต กกต." เพียงอย่างเดียว แต่วันนี้ "สมชัย" ขอเสนอเป็นหนึ่งใน 49 กมธ.เพื่อไปแก้นั่งร้านรัฐธรรมนูญ ที่ขึ้นชื่อว่าแก้ยากที่สุดกว่าทุกฉบับที่เคยมีมา โดย "สมชัย" โฟกัสไปที่ฝ่ายที่ไม่เห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเห็นชอบได้อย่างไร จึงมีความจำเป็นต้องดูลึกลงไปในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญว่า มีปัญหาอย่างไรที่จำเป็นต้องแก้ไข ถ้าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขเขาไม่ได้รับรู้ปัญหาของรัฐธรรมนูญ เขาจะไม่คลายตัวเองออกมาเพื่อมีส่วนร่วมในการแก้ไขครั้งนี้

 

"สมชัย" ยกตัวอย่างไปที่ ส.ว.เป็นกลุ่มสำคัญ ตราบใดที่ ส.ว.ไม่เห็นปัญหาของรัฐธรรมนูญ หรือยังคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีกับสถานการณ์ปัจจุบัน ส.ว.ก็จะไม่มาสนับสนุนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงต้องทำอย่างไรต้องชี้ให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจเรื่องวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาทั้งที่ยังไม่มีการตั้ง กมธ.ชุดนี้นั้น ถือว่าเป็นมุมมองที่อาจแตกต่างกัน แต่สิ่งที่นักวิชาการหลายฝ่ายเสนออยากให้มีเวทีถกแถลงถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เห็นถึงปัฆาที่เกิดขึ้นไม่ใช่มองในมุมของตัวเอง เพราะฝ่ายที่มีปัญหาก็ยังบอกว่ามีปัญหา แต่ฝ่ายที่บอกรัฐธรรมนูญไม่มีปัญหาก็ยังบอกว่าไม่มี

 

"คำถามจึงอยู่ที่ว่าเหตุใดจึงไม่มาอยู่เวทีเดียวกัน เพื่อหาคำตอบที่เป็นกลาง คำตอบที่นำประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง เมื่อถึงจุดนั้นก็มาดูว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความจำเป็นต้องแก้ไขหรือไม่"

 

ประเด็นที่ "สมชัย" มองว่าเป็นจุดร่วมของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาทิ วิธีการได้มาซึ่งบุคลากรทางการเมือง ตั้งแต่การได้มาของรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. หรือแม้กระทั้งกลุ่มคนที่อยู่มนองค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งวิธีการได้มาทำให้เกิดข้อจำกัดต่างๆ มากมาย ไม่มีผู้ที่มีความถนัดหรือมีประสบการณ์ในเชิงคุณภาพเพื่อเข้ามาทำงานการเมือง ดูง่ายๆ อย่าง ส.ส.ที่เข้ามาเห็นว่าจะมีกลุ่ม ส.ส.ที่มีประสบการณ์ หรืออีกกลุ่มที่ได้เป็น ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งแรก ไม่ได้มีทิศทางหรือความตั้งใจได้เป็น ส.ส.ตั้งแต่ต้น

 

"หรือ ส.ว.แทนที่เราจะได้ผู้ทรงคุณวุฒิ มีความรู้ความสามารถ เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองและเติมเต็มให้รัฐสภาสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น กลับกลายเป็นว่าได้ ส.ว.ที่เป็นฐานอำนาจทางการเมือง ถือว่าเป็นจุดอ่อนที่เกิดขึ้น"

 

ส่วนการได้มาของบุคลากรในองค์กรอิสระนั้น "สมชัย" มองว่าการไปเขียนคุณสมบัติต่างๆ ในที่สุดก็ไม่ได้คนเก่งหรือคนดีเข้ามา ได้แต่ผู้ที่มีคุณสมบัติครบ แต่ทำงานไม่เป็นที่เข้ามาทำงานในองค์กรอิสระต่างๆ ดังนั้นกระบวนการได้มาของบุคลากรทางการเมืองถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะหากระบบไม่สามารถคัดกรอง หรือนำผู้ที่ทีคุณภาพเข้ามาทำงานได้ จะหวังอะไรให้ฝ่ายการเมืองมาแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ทั้งหมดจึงเป็นปัญหาที่ทุกคนต้องตระหนักและเห็นพ้องต้องกัน

 

 

ขณะที่ "สเป็ค" ของประธาน กมธ. "สมชัย" สนับสนุนให้เป็นบุคคลที่ใจกว้าง และไม่มีธง เรียกว่าจะมีธงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเดียวก็ไม่ได้ หรือมีธงจะคัดค้านการแก้ไขโดยมาเป็นประธาน กมธ.เพื่อทำให้กนะบวนการแก้ไขไม่สำเร็จก็ไม่สมควร ดังนั้น "ธง" ทางใดทางหนึ่งต้องไม่มี และต้องเข้ามาด้วยเหตุผลเพื่อฟังความเห็นจากทุกฝ่าย แต่ขณะนี้กลับกลายเป็นการช่วงชิงจากคน 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกต้องการยึดหัวหาดเป็นประธาน กมธ.ให้ได้ เพื่อผลักดันการแก้ไขให้สำเร็จ ส่วนกลุ่มที่สองเป็นกลุ่มที่ประสงค์จะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะคิดว่าดีอยู่แล้ว ถ้าได้เป็นประธาน กมธ.จะได้เป็นอุปสรรคขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ไม่สำเร็จ

 

"ท้ายที่สุดก็ไม่ได้อะไรเป็นการดำเนินเข้าไปเข้าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ดังนั้นต้องได้คนที่ไม่มีธงในเรื่องนี้ ต้องใจกว้าง ต้องฟังเหตุผลจากทุกฝ่าย จะเป็น ส.ส.หรือไม่เป็น ส.ส.ก็ได้ จากเดิมที่เคยคิดว่าประธาน กมธ.ควรเป็น ส.ส.เนื่องจากที่ผ่านมาเวลาการตั้งชุด กมธ.วิสามัญต่างๆ มีประเพณีปฏิบัตินำ ส.ส.เป็นประธาน กมธ.วิสามัญ แต่ในครั้งนี้เริ่มรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส.แล้วก็ได้ เพราะหากเป็น ส.ส.มาเป็น กมธ.ก็จะไม่แค่ส.ส.รัฐบาล หรือฝ่ายค้าน ทำให้ขาดความเป็นอิสระและมีธงในการทำงาน"

 

ถามไปถึงคนที่ไม่มีธงและเป็นคนใจกว้างในสารบบทางการเมืองจะมีจริงหรือไม่ "สมชัย" เชื่อว่ายังมี พอหาได้.