การเมือง

ห้ามแตะ ‘มาตรา 44’ ล้มตั้งกมธ.ตรวจสอบ

24 พฤศจิกายน 2019 เวลา 16:03
ห้ามแตะ ‘มาตรา 44’  ล้มตั้งกมธ.ตรวจสอบ
เปิดอ่าน 2130

การประชุมสภาฯในวันที่ 27 พ.ย.และมติที่กำลังจะออกมา คงเป็นอีกสถานการณ์หนึ่งที่รัฐบาลต้องเผชิญกับคำถามต่อสังคมอีกครั้ง

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 27 พ.ย.มีวาระสำคัญ คือ การลงมติในญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากการกระทำ ประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และการใช้อำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามมาตรา 44 ภายหลังส.ส.ได้มีการอภิปรายครบทุกคนเมื่อการประชุมสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

แม้การอภิปรายของส.ส.หลายคนจะท้วงติงถึงการใช้มาตรา 44 ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เมื่อครั้งสวมหมวกหัวหน้าคสช. แต่ปรากฏว่ามีสัญญาณออกจากมาจากส.ส.รัฐบาลในการที่จะไม่ยอมให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ให้เห็นแล้ว ดังจะเห็นได้จากการประกาศถอนญัตติในเรื่องทำนองเดียวกันของ ‘ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ โดยญัตติของส.ส.พรรคพลังประชารัฐ คือ เรื่องการดำเนินการกับผู้บริหารท้องถิ่นและผู้มีตำแหน่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

 

ทั้งนี้ ชัยวุฒิ ให้เหตุผลของการถอนญัตติดังกล่าวต่อที่ประชุมสภาฯในเวลานั้นว่าเนื่องจากมีการทยอยคืนตำแหน่งและกำลังจะไปสู่การเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งที่ประชุมสภาฯมีความเห็นร่วมกันให้ถอนญัตติดังกล่าวโดยไม่มีการลงมติ

 

ทว่าจากการถอนญัตติดังกล่าว เหมือนกับเป็นจุดเริ่มต้นที่เริ่มจะเห็นได้ว่าจะฝ่ายรัฐบาลกำลังมีความพยายามจะไม่ให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้น ถึงขนาดนี้ที่แม้แต่ส.ส.ฝ่ายค้านได้รับรู้ถึงสัญญาณบอกเหตุนี้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากการอภิปรายของส.ส.ฝ่ายค้านหลายคน โดยเฉพาะ ‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’ เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่

 



 

สำหรับในประเด็นเรื่องการลงมติวันที่ 27 พ.ย.เพื่อไม่ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในกรณีนี้นั้นในที่สุดทางคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลก็ยอมรับว่า “เป็นความจริง”

 

‘ชินวรณ์ บุณยเกียรติ’ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เปิดเผยว่า ที่ประชุมวิปรัฐบาลมีความเห็นร่วมกันว่าจะไม่มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการออกประกาศคำสั่งของหัวคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรจะมีการลงมติในวันที่ 27 พ.ย.นี้

 

ชินวรณ์ กล่าวว่า สาเหตุที่จะไม่มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญมีเหตุผลสองประการ ได้แก่ 1.แม้ที่ผ่านมาจะมีประกาศและคำสั่งหัวหน้าคสช.มากกว่า 400 ฉบับ แต่ปัจจุบันพบว่ามีหลายฉบับที่สิ้นสุดการบังคับใช้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในประกาศคำสั่งดังกล่าว อีกทั้งยังได้มีการยกเลิกไปแล้วหลายฉบับ ทำให้เหลือประกาศและคำสั่งจำนวนไม่มาก และ 2.เห็นว่าเมื่อมีส.ส.อภิปรายแสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก จึงคิดว่าจะดำเนินการจัดส่งข้อสังเกตไปให้คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแทน

 

 

“ทั้งหมดคงต้องรอดูว่าที่สุดแล้วที่ประชุมสภาฯจะมีมติอย่างไร แต่เชื่อว่าแม้ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หลายคนจะอภิปรายสนับสนุนให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ก็คิดว่าจะไม่ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งแต่อย่างใด” ชินวรณ์ กล่าว

 

สำหรับการใช้เสียงข้างมากของฝ่ายรัฐบาลเพื่อหักฝ่ายค้านในการไม่ให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญนั้นเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนก.ย.

 

โดยเมื่อวันที่ 13 ก.ย.สภาฯมีมติ 231 ต่อ 223 ไม่เห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการดำเนินการโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ท่ามกลางข้อกังขาว่าฝ่ายเสียงข้างมากของพรรคร่วมรัฐบาลดำเนินการไปเพื่อเอื้อให้กับกลุ่มทุนที่กำลังให้ความสนใจกับโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ส่งผลให้ฝ่ายค้านต้องเปิดแถลงข่าวต่อสาธารณะเพื่อให้สังคมรับทราบถึงการใช้เสียงข้างมากของรัฐบาลเพื่อสกัดการตรวจสอบของฝ่ายค้าน

 

ดังนั้น การประชุมสภาฯในวันที่ 27 พ.ย.และมติที่กำลังจะออกมา คงเป็นอีกสถานการณ์หนึ่งที่รัฐบาลต้องเผชิญกับคำถามต่อสังคมอีกครั้งเช่นกัน

 


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน