การเมือง

ปิยบุตร’ ชำแหละมาตรา 44 รัฐบาลจ้องล้มไม่ให้ตั้งกมธ.

21 พฤศจิกายน 2019 เวลา 14:32 น.
เปิดอ่าน 383

กระบวนการใช้กฎหมายของคสช.เรียกว่าเป็นการใช้เวทย์มนต์เสกปืนให้เป็นกฎหมาย

 

เมื่อวันที่ 21 พ.ย.การประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาญัตติด่วน เรื่อง ให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากการกระทำ ประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และการใช้อำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามมาตรา 44 ซึ่งจำนวน 7 ญัตติที่เสนอโดยส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาล

 

ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะหนึ่งในผู้เสนอญัตติอภิปรายว่า เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ได้มีคณะทหารนำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.เวลานั้น ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน และยกเลิกรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 คสช.มีกองกำลังอาวุธทางกายภาพยึดอำนาจปกครองประเทศ คือ เป็นเผด็จการ จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายก็ได้ แต่กลับเลือกใช้มาตรการทางกฎหมายตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยระบอบคสช.ใช้มาตรการทางกฎหมายหลายรูปแบบ

 

 

รูปแบบที่ 1 การพยายามแปลงความต้องการของคสช.ให้เป็นกฎหมายด้วยการออกประกาศคำสั่งหัวหน้าคสช. อยากได้อะไรก็เขียนลงในกระดาษและลงนามโดยพล.อ.ประยุทธ์ ให้มีค่าบังคับตามกฎหมาย หรือแม้จะมีรัฐธรรมนูญชั่วคราวแต่ก็ให้มีสนช.ที่มาจากคสช. เพื่อให้สนช.ตราเป็นพระราชบัญญัติ ไม่ว่าจะทำด้วยวิธีการใด เบื้องหลังการถ่ายทำทั้งหมดก็คือเงาทมึฬอำนาจของคสช.

 

รูปแบบที่ 2 เมื่อมีการออกกฎหมายมาแล้วก็จะบังคับใช้ เพื่อจะบอกว่าทุกอย่างที่คสช.ทำเป็นไปตามกฎหมาย บรรดาคำสั่งทั้งหลายเป็นการเอากฎหมายไปห่อหุ้มปืน เอาความต้องการของคสช.ไปแปลงรูปเป็นกฎหมายเพื่อบังคับใช้ เช่น คสช.ไม่อยากให้ใครชุมนุมก็ออกประกาศห้ามชุมนุมและให้มีโทษทางอาญา เป็นต้น คสช.ใช้อำนาจทั้งหลายเรื่องและไม่อยากให้ใครมาตรวจสอบและไปโต้แย้งที่ศาล จึงเขียนป้องกันตัวเองไว้ว่าทุกอย่างชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนิรันดร์กาล ต่อให้ใครไม่เห็นด้วยก็ทำอะไรไม่ได้

 

รูปแบบที่ 3 คสช.มีความพยายามใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างไม่สุจริต เช่น ปัจจุบันมีประมวลกฎหมายอาญาที่กำหนดความผิดฐานยุยงปลุกปั่นมาตรา 116 และพระราชบัญญัติความผิดทางคอมพิวเตอร์ แต่คสช.สั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาตัวเองไปร้องทุกข์แจ้งความ เพื่อสร้างให้เป็นคดีความปักหลังบุคคลที่เห็นต่างกับคสช.

 

 

ใช้อำนาจพิเศษยิ่งกว่าอดีตจอมพล

 

เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่  กล่าวว่า "กระบวนการใช้กฎหมายของคสช.เรียกว่าเป็นการใช้เวทย์มนต์เสกปืนให้เป็นกฎหมาย กระบวนการเช่นนี้จึงไม่แปลกเลยที่จะได้ยินพล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าให้คนอื่นเคารพกฎหมาย การรัฐประหารครั้งนี้ได้สร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะตลอด 5 ปีที่ผ่านมาได้สร้างปรากฎการณ์ ดังนี้ 1.ในแง่จำนวน คสช.เป็นคณะรัฐประหารที่ออกคำสั่งเป็นจำนวนมาก โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้รวบรวมไว้ว่ามีคำสั่งหัวหน้าคสช.217 ฉบับ ประกาศหัวหน้าคสช. 1 ฉบับ ประกาศคสช. 133 ฉบับ และคำสั่งคสช. 214 ฉบับ รวมทั้งหมด 565 ฉบับ เมื่อเทียบกับคณะรัฐประหารสมัยจอมพลสฤษดิ์ที่ปกคครองบประมาณ 5 ปี ออกประกาศคำสั่ง 57 ฉบับ สมัยจอมพลถนอมครองอำนาจ 1 ปี 10 เดือน ออกประกาศคำสั่ง 966 ฉบับ"

 

เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ อภิปรายต่อไปว่า แม้ของพล.อ.ประยุทธ์ ออกประกาศคำสั่งน้อยกว่าจอมพลถนอม แต่ในรายละเอียดมีความแตกต่างกัน โดยสมัยจอมพลถนอมครองอำนาจโดยไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปีกว่าๆ แต่พล.อ.ประยุทธ์ ถึงจะมีรัฐธรรมนูญชั่วคราวหรือรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 แล้ว ทว่าพล.อ.ประยุทธ์ ยังยืนยันจะออกประกาศคำสั่งคสช.ต่อไป 

 

 

 

2.เป็นคณะรัฐประหารที่มีอำนาจมากที่สุด ในอดีตเราจะนึกถึงมาตรา 17 ของจอมพลสฤษดิ์ แต่ถ้ามองในระบบกฎหมาย พล.อ.ประยุทธ์มีอำนาจมากตรงที่ขนาดเรามีรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 แต่หัวหน้าคสช.ก็ยังมีอำนาจพิเศษอยู่ 3.การรัฐประหารที่รับรองประกาศคำสั่งของคณะรัฐประหารได้อย่างรัดกุมมากที่สุด รัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 มาตรา 279 รับรองให้ทุกการกระทำของคณะรัฐประหารชอบด้วยรัฐรรมนูญ เราแค่ยกเลิกประกาศคำสั่งคสช.ยังไม่พอ แต่ต้องทำลายเกราะคุ้มกันประกาศคำสั่งคสช.ด้วย คือ รัฐธรรมนูญ มาตรา 279 จึงต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกมาตรานี้

 

 

"4.เป็นการใช้อำนาจครอบคลุมหลายมิติ เพราะไม่ได้มีประกาศคำสั่งที่มีเป้าประสงค์ทางการเมืองเท่านั้นแต่ยังไปกระทบเรื่องอื่นๆ ด้วยเช่น ป่าไม้ การประมง องค์กรอิสระ สิ่งแวดล้อม การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กระบวนการยุติธรรม เป็นต้น ก่อนที่คสช.จะจากไปก็ยังออกคำสั่งคสช. 9/2562 เพื่อยกเลิกประกาศคำสั่งรวม 78 ฉบับ และยังมีการเอาประกาศคำสั่งคสช.ไปฝังไว้ในพระราชบัญญัติ"

 

"พวกเราเป็นสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจตราพระราชบัญญัติและส่งให้วุฒิสภา และนายกฯทูลเกล้าฯและเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พระราชบัญญัติมีโอกาสขัดรัฐธรรมนูญ หากมีใครไปร้องศาลรัฐธรรมนูญและศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ แต่ประกาศคำสั่งคสช.ที่ลงนามโดยพล.อ.ประยุทธ์ คนเดียวไม่มีวันขัดรัฐธรรมนูญ และการใช้อำนาจแบบนี้เราเรียกว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเหรอครับ"

 

“ทั้งหมดจึงมีความจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อศึกษาว่าประกาศคำสั่งฉบับไหนต้องเลิกหรือต้องใช้ต่อ ซึ่งฉบับไหนต้องใช้ต่อต้องเปลี่ยนให้เป็นกฎหมายตามระบบปกติ ส่วนฉบับไหนละเมิดความยุติธรรมก็ต้องยกเลิกและเยียวยาให้กับผู้เสียหายด้วย” ปิยบุตร สรุป

 

 

 

 

พปชร.’ ถอนญัตติ-ปชป.’ ลุยต่อ

 

ด้าน ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นผู้เสนอญัตติในเรื่องทำนองเดียวกันอีกคนหนึ่งอภิปรายว่า ญัตติที่ตนเสนอเกี่ยวข้องเฉพาะกับคำสั่งคสช. 8 ฉบับที่มีผลกระทบต่อผู้บริหารท้องถิ่นให้หยุดหรือพักการปฏิบัติหน้าที่ที่มีผู้ได้รับผลกระทบ 400คน ได้รับการปลดล็อกไปแล้ว 23คน กรณีดังกล่าวถือว่ากระทบสิทธิและมนุษยชน  อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการสามัญการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจง พบว่าภายในเดือนพ.ย.นี้กระบวนการตรวจสอบจะแล้วเสร็จ เชื่อว่าภายในสิ้นปี 2562 จะปลดล็อคให้ผู้บริหารท้องถิ่นกลับมาดำรงตำแหน่งได้ จึงมองว่า การใช้กมธ.สามัญเพื่อศึกษาประเด็นคำสั่งหรือประกาศคสช. ที่มีผลกระทบกับประชาชนจะแก้ปัญหาได้รวดเร็วกว่า จึงขอถอนญัตติที่ตนเสนอออกจากวาระ และขอให้ส.ส.ร่วมกันลงมติไม่เห็นด้วยกับการตั้งกมธ.วิสามัญชุดดังกล่าว

 

ขณะที่ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผู้เสนอญัตติอีกราย กล่าวว่า การเสนอญัตติของตนไม่มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง ไม่ใช่การเอาคืนคสช. แต่ต้องการใช้สภานิติบัญญัติมาปรับปรุงแก้ไขผลกระทบจากคำสั่งและประกาศคสช.ให้ดีขึ้น เพราะประกาศและคำสั่งบางอย่างควรปรับปรุง เช่น ประกาศและละคำสั่งคสช.ที่ 31/2560 เรื่องสปก.ที่ให้ออกกฎกระทรวงให้นำที่ดินสปก.ไปใช้ในเรื่องอื่นเช่น ทำเหมือง พลังงานทดแทนได้ ไม่ใช่เฉพาะแค่ด้านเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว ดังนั้นสภาผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาว่า จะคงเจตนารมณ์เดิมของสปก.ที่ให้สปก.กลับไปเป็นที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเหมือนเดิมหรือไม่

 

“หลายคนอาจแปลกใจที่เป็นฝ่ายรัฐบาล   แต่กลับเสนอญัตติให้ตั้งคณะกรรมาธิการ ชุดดังกล่าว แต่เรื่องใดที่เป็นผลประโยชน์ประชาชน จะต้องมองข้ามเรื่องทางการเมือง ยืนยันจะเสนอญัตติให้ตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้” สาทิตย์ กล่าว