การเมือง

กฎเหล็ก ‘ชวน’ ไม่ล้วงกมธ.-แค่จัดระเบียบ

18 พฤศจิกายน 2019 เวลา 19:16 น.
เปิดอ่าน 290

มีการตั้งข้อสังเกตุว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประธานสภาฯแทรกแซงการทำงานกมธ.หรือไม่

 

กลายเป็นเรื่องร้อนขึ้นมาทันที ภายหลัง 'ชวน หลีกภัย' ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกระเบียบสภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการกระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใดที่มีความเกี่ยวข้องกันของคณะกรรมาธิการหลายคณะ พ.ศ.2562 โดยระเบียบดังกล่าวมีด้วยกัน 8 ข้อ

 

ทั้งนี้ ประเด็นที่เกิดการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดอยู่ที่ข้อ 4 และ และข้อ 5 ถึงขนาดที่มีการตั้งข้อสังเกตุว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประธานสภาฯแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมาธิการหรือไม่

 

"ข้อ 4 เมื่อคณะกรรมาธิการจะกระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดให้ประธานคณะกรรมาธิการทุกคณะรายงานต่อประธานสภาทราบภายในวันศุกร์ของทุกสัปดาห์ว่าจะมีการพิจารณาเรื่องใด ประเด็นใด และเชิญผู้ใด หรือหน่วยงานใดเข้าร่วมการพิจารณาในสัปดาห์ถัดไป"

 

"ข้อ 5 ให้ประธานสภาตรวจสอบรายงานตามข้อ 4 หากพบว่ามีคณะกรรมาธิการมากกว่าหนึ่งคณะจะกระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดที่มีความเกี่ยวข้องกัน ให้ประธานสภาแจ้งให้ประธานคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องทราบโดยไม่ชักช้า และจัดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างประธานสภาและประธานคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องทุกคณะ เพื่อร่วมกันดาเนินการ..

 

“...ทั้งนี้ ให้คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องยุติการกระทากิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องนั้นไว้เป็นการชั่วคราว ในกรณีที่ไม่อาจยุติการดาเนินการดังกล่าวได้ ให้คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องดาเนินการตามหน้าที่และอานาจไปพลางก่อนได้ แต่ต้องไม่เกินเจ็ดวันนับแต่วันที่ประธานสภาแจ้งให้ทราบ"

 

 

‘ฝ่ายค้าน’ ไม่เห็นด้วย

จากระเบียบที่ออกมา ทำให้ประธานคณะกรรมาธิการบางคณะออกมาแสดงความคิดเห็นในทำนองไม่พอใจพอสมควร เช่น ‘จิรายุ ห่วงทรัพย์’ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาลองค์กรอิสระองค์กรอัยการรัฐวิสาหกิจองค์การ มหาชน และกองทุน

 

“ประธานสภา เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ย่อมรู้ว่า ข้อบังคับจะมาใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้   และคณะกรรมาธิการสามัญและวิสามัญเป็นองค์ตรวจสอบถ่วงดุลของสถาบันนิติบัญญัติ ได้รับการแต่งตั้งจากสภาผู้แทนราษฎร มีอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ กฎหมายและข้อบังคับการประชุมฯ ตลอดจนภารกิจที่สภาผู้แทนราษฎรมอบให้ไปปฏิบัติ ดังนั้น คณะกรรมาธิการทั้งสามัญและวิสามัญมีความรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ไม่ได้รับผิดชอบที่จะต้องไปรายงานต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรการที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร” จิรายุ ระบุ

 

‘ชวน’ ยันไม่แทรกแซง

 

เมื่อเสียงวิจารณ์ดังขึ้น ส่งผลให้ ‘ชวน’ ต้องออกมาชี้แจงทันทีว่า “ระเบียบดังกล่าวเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสภาฯที่กำหนดไว้เช่นนั้น ทางเลขาธิการสภาฯจึงเสนอระเบียบนี้เข้ามา เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ โดยก่อนหน้านี้ก็เคยมี แต่ครั้งนี้เป็นระเบียบใหม่ตามข้อบังคับการประชุมสภาฯที่เพิ่งออกมาว่าการดำเนินการของคณะกรรมาธิการ ต้องรายงานให้ประธานสภาฯทราบ”

 

เมื่อถูกถามว่าการออกระเบียบครั้งนี้เป็นเพราะปัญหาภายในคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามทุจริตประพฤติมิชอบ ที่มีพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช เป็นประธาน ใช่หรือไม่ ‘ประธานสภาฯ’ อธิบายว่า “ไม่เกี่ยวกัน และต้องไปอ่านข้อบังคับการประชุมสภาฯข้อที่ 90 กำหนดให้คณะกรรมาธิการต้องรายงานการปฏิบัติภารกิจให้ประธานสภาฯรับทราบ

 

“ยืนยันว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงภารกิจของคณะกมธ. เพียงแต่สมมติมีปัญหาก็สามารถแจ้งมายังประธานสภาฯได้ เพราะไม่ต้องการให้กมธ.แต่ละชุดมีปัญหากัน อยากให้ร่วมกันทำงานในภารกิจที่ต้องทำตามข้อบังคับ ส่วนภารกิจใดที่ซ้ำซ้อน กมธ.แต่ละชุดจะต้องศึกษาให้ถ่องแท้ว่าภารกิจของเขาคืออะไร ต้องพยายามหลีกเลี่ยง ไม่เช่นนั้นจะเป็นภาระของเจ้าหน้าที่และบุคคลที่ถูกเชิญมา ซึ่งเรื่องนี้สมัยก่อนก็มีปัญหาจึงได้มีการกำชับเป็นพิเศษว่าแต่ละฝ่ายให้ทำหน้าที่ของตัวเองให้สมบูรณ์ตามอำนาจหน้าที่ที่สมบูรณ์”

 

“หลายเรื่องอยู่ที่ปฏิบัติ ระเบียบ ข้อบังคับไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก แต่ผู้ปฏิบัติมีส่วนสำคัญที่ต้องดูว่าภารกิจของกมธ.ชุดนั้นมีอะไรบ้าง แล้วทำไปตามภารกิจนั้นโดยเคร่งครัด การตรวจสอบและการที่จะเชิญใครมาเป็นอำนาจของคณะกรรมาธิการ อย่างที่เคยบอกแล้วว่าคณะกรรมาธิการ ต้องให้เกียรติผู้ชี้แจง เพราะเขาไม่ได้เป็นจำเลย ดังนั้น จึงไม่ควรทำอะไรให้เขาเสียเกียรติเสียศักดิ์ศรีและที่จริงทั้งหมดคือความร่วมมือเชิญมาเพื่อให้ข้อมูล เพราะทั้งหมดเป็นประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่ประโยชน์ของกรรมาธิการคนใดคนหนึ่ง” ประธานสภาฯ ระบุ