การเมือง

เสียงข้างมากตะเพิด ‘เสรีพิศุทธ์’ ได้หรือไม่

15 พฤศจิกายน 2019 เวลา 07:36 น.
เปิดอ่าน 1496

การทำงานของคณะกมธ.อยู่ภายใต้ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562

 

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ เป็นคณะกมธ.ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคณะหนึ่ง ภายหลังปรากฏเป็นข่าวว่ามีการทำงานไม่ลงรอยกันเป็นรายวัน ซึ่งเป็นผลมาจากความคิดเห็นที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิงระหว่าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีวรมไทย ในฐานะประธานกมธ. และกมธ.ในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ

 

ความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายเริ่มมาจากการพยายามของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในการพยายามจะเชิญพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯให้มาชี้แจงต่อคณะกมธ.ในเรื่องการถวายสัตย์และการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2563 ซึ่งความขัดแย้งบานปลายจนถึงขั้นที่พรรคพลังประชารัฐ ต้องสลับตัวกมธ.ใหม่ โดยให้ สิระ เจนจาคะ’ ส.ส.กทม. และ ปารีณา ไกรคุปต์’ ส.ส.ราชบุรี มาทำหน้าที่แทน

 

สถานการณ์เป็นไปตามคาดเมื่อส.ส.พรรคพลังประชารัฐทั้งสองคนเข้ามาร่วมประชุมกับพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ วันแรกเมื่อวันที่ 13 พ.ย. ก็ปรากฏว่าเกิดการ ‘ปะ-ฉะ-ดะ’ อย่างตรงไปตรงมาท่ามกลางสายตาของสื่อมวลชนที่เข้ามาร่วมรับฟังการประชุม ก่อนที่จะมีมติ 6 ต่อ 3 เชิญพล.อ.ประยุทธ์และพล.อ.ประวิตร มาชี้แจงต่อคณะกมธ.อีกครั้ง

 

แต่ประเด็นของคณะกมธ.ไม่ได้อยู่ที่มติดังกล่าว แต่ไปอยู่ท่าทีนอกห้องประชุมของ ‘สิระ’ ที่เผยออกมาว่าจะขอเสนอให้ที่ประชุมกมธ.เปลี่ยนตัวประธานกมธ.จากพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นบุคคลอื่นแทน

 

ทั้งนี้ การทำงานของคณะกมธ.จะอยู่ภายใต้ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562 แต่เมื่อพิจารณาลงไปกลับพบว่าไม่ได้มีบทบัญญัติที่ระบุถึงการเปลี่ยนตำแหน่งประธานกมธ. มีแต่เพียงการกำหนดกรณีที่ว่าด้วยการสิ้นสุดลงของกรรมาธิการ

 

ข้อ 108 กำหนดว่า กรรมาธิการพ้นจากตาแหน่ง เมื่อ (1) สภาสิ้นอายุ หรือสภาถูกยุบ (2) ตาย (3) ลาออก (4) มีการตั้งคณะกรรมาธิการใหม่แทนคณะเดิม (5) สภามีมติให้พ้นจากตำแหน่ง (6) ขาดการประชุมสามครั้งติดต่อกันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรและไม่ได้แจ้งเป็นหนังสือให้ประธานคณะกรรมาธิการทราบ

 

ข้อ 109 กำหนดว่า ในกรณีที่ตำแหน่งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการใดว่างลง ให้ประธานคณะกรรมาธิการแจ้งเป็นหนังสือต่อประธานสภา เพื่อขอให้สภาตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างลง

 

เมื่อข้อบังคับไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจน ทำให้เกิดความสงสัยว่าที่สุดแล้วการเปลี่ยนตัวประธานกมธ.ด้วยการใช้เสียงของที่ประชุมคณะกมธ.ในการชี้ขาดได้หรือไม่

 

ประเด็นนี้ ‘สิระ’ พยายามชี้ให้เห็นว่าสามารถทำได้ผ่านการบอกว่าจะมีเสียงในกมธ.จำนวน 8 คนจากทั้งหมด15 คนที่สนับสนุนการเปลี่ยนตัวประธานกมธ. แต่มีความเป็นไปได้พอสมควรที่การเปลี่ยนตัวประธานกมธ.อาจจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งมีสาเหตุมากจากการคุมเสียงในคณะกมธ. ภายหลังพรรคพลังประชารัฐเพิ่งแพ้โหวตจนทำให้ที่ประชุมกมธ.มีมติเสียงข้างมากเชิญนายกฯและรองนายกฯมาชี้แจงต่อกมธ.

 

สำหรับเสียงในกมธ.แบ่งเป็น พรรคเสรีรวมไทย 1 คน พรรคพลังประชารัฐ 3 คน พรรคเพื่อไทย 4 คน พรรคอนาคตใหม่ 3 คน พรรคชาติพัฒนา 1 คน พรรคภูมิใจไทย 2 คน พรรคประชาธิปัตย์ 1 คน

 

หากพรรคพลังประชารัฐจะเสียงข้างมากหักกลางที่ประชุมจริง จำเป็นต้องหาเสียงสนับสนุนให้ได้อีกอย่างน้อย 5 คน แต่ถึงกระนั้นก็ประเด็นที่ต้องพิจารณากันว่าจะทำเช่นนั้นได้หรือไม่

 

ทั้งนี้ มีความคิดเห็นน่าสนใจมาจาก นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่มองว่า ตำแหน่งกมธ.จะแต่งตั้งโดยมติของที่ประชุมสภาฯ และเมื่อที่ประชุมสภาฯได้มีมติรับรองและแต่งตั้งแล้ว การเลือกบุคคลใดเป็นประธาน รองประธาน เลขานุการ หรือโฆษกคณะกมธ. ย่อมเป็นเรื่องภายในของคณะกมธ.แต่ละชุดจะไปดำเนินการกันเอง

 

แต่หากจะมีการเปลี่ยนตัวหรือสลับบุคคลมาทำหน้าที่กมธ. จำเป็นต้องกระทำในที่ประชุมสภาฯ เนื่องจากการได้มาซึ่งตำแหน่งกมธ.มาจากมติของที่ประชุมสภาฯ เหมือนกับที่เคยมีการเปลี่ยนตัวกมธ.ในที่ประชุมสภาฯก่อนหน้านี้

 

ขณะที่  ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร  ให้ความเห็นว่า   การที่นายสิระ จะเตรียมล่ารายชื่อปลดพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ออกจากตำแหน่งประธานกมธ.ป.ป.ช.  ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกรรมาธิการในชุดนั้นเพราะกรรมาธิการแต่ละชุดเมื่อได้รับเลือกเข้ามาทำหน้าที่ ก็จะเลือกประธานกรรมาธิการกันเอง