การเมือง

“อดุลย์ เขียวบริบูรณ์" สว. คือความเลวร้ายของ รธน.

9 สิงหาคม 2019 เวลา 5:00
“อดุลย์ เขียวบริบูรณ์" สว. คือความเลวร้ายของ รธน.
เปิดอ่าน 688

เนชั่นสุดสัปดาห์

เปิดเกมรุกไปแล้ว เมื่อพรรค "อนาคตใหม่" ปักหมุดลุยคิกออฟรณรงค์แก้รัฐธรรมฉบับ 2560 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) นำไปสู่การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

 

เป็นความเคลื่อนไหวสำคัญจากฝ่ายการเมือง จุดพลุประเด็นใหญ่ต่อแนวร่วมภาคประชาชน โดยเฉพาะหนึ่งเสียงสำคัญที่สะท้อนไปถึงผู้มีอำนาจตั้งแต่เหตุการณ์นองเลือดปี 2535 ในฐานะประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 "อดุลย์ เขียวบริบูรณ์" ให้สัมภาษณ์ "เนชั่นสุดสัปดาห์" ถึงด่านหินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 60 ที่ยังติด "ล็อค" มรดก คสช. ในวันที่กฎหมายสูงสุดของประเทศผ่าน 3 ปีการทำประชามติ 7 ส.ค.2559

 

"อดุลย์" เริ่มต้นบอกถึงมุมมองภาคประชาชนต่อทิศทางการแก้รัฐธรรมนูญว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้แม้จะผ่านการทำประชามติ แต่ลึกลงไปจะเห็นว่าที่อ้างว่าผ่านประชามติ เป็นการทำประชามติแบบปิด เมื่อคนที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่มีส่วนร่วมรับรู้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงมีอยู่มาก ในที่สุดถึงจะผ่านประชามติ ก็ไม่สง่างามเท่าไหร่ และสร้างผลลัพธ์ที่มีปัญหาต่อบ้านเมืองในเวลาต่อมาที่พิสูจน์ได้แล้ว งานนี้คณะกรรมการญาติฯ ประกาศคัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่มีสแตนดาร์ด ไม่มีบรรทัดฐาน โดยเฉพาะในบางหมวดมีการเขียนล็อกไว้สืบทอดอำนาจของคสช. ซึ่งเราต่อต้านการสืบทอดอำนาจอยู่แล้ว คิดว่ารัฐบาลโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำให้มีรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ขึ้นมาได้สร้างปัญหา หากไม่ปรับปรุงแก้ไข จะนำมาหลายเรื่องที่เป็นเรื่องไม่ดีของประเทศไทย

 




 

ส่วนจุดแข็งและจุดอ่อนใน "รัฐธรรมนูญ 60" นั้น "อดุลย์" มองไปที่เรื่องการตรวจสอบหากไม่กระทำอะไรจะเกิดเป็นความผิดทันที เช่นกรณีการถวายสัตย์ฯ หรือการแถลงนโยบาย ก็ไม่พูดถึงเรื่องที่มาของเงินในการใช้งบประมาณว่ามาจากไหน ก็มีส่วนดีมีส่วนแข็งที่สำคัญได้บังคับให้ ส.ส. หรือพรรคการเมืองโดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาลต้องปฏิบัติบางอย่างเป็นรูปธรรมไม่ใช่เป็นนามธรรม ไม่ใช่เหมือนเดิมพอถึงเวลาอ้างเหตุนู่นนี้แล้วก็ไม่ทำ แต่คราวนี้ไม่ได้เขาต้องทำ นอกจากนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีความแข็งในเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ที่มารับใช้ประชาชน เขาต้องรู้ว่าถ้าไม่มีคุณสมบัติพอเพียง จะไม่มีสิทธิจะมาเป็นรัฐบาลหรือมาเป็นรัฐมนตรี เช่นกรณีของคุณอุตตม (สาวนายน รมว.คลัง) เป็นต้น

 

"แต่จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญก็คือ จะสร้างปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสิทธิพอสมควร โดยเฉพาะการนำมาซึ่งอำนาจเป็นรัฐบาล เห็นชัดจากการขึ้นอยู่กับ ส.ว.ทั้ง 250 คนเป็นหลักเลย บ้านเมืองไหนคงรับไม่ได้เพราะ ส.ว.ที่ถูกแต่งตั้งมา ได้ใช้อำนาจแทนประชาชนทั้งประเทศ เหนือกว่าส.ส.ที่คนเขาเลือกมา อันนี้ไม่มีที่ไหนในโลก คือความเลวร้ายของรัฐธรรมนูญฉบับนี้"

 

เมื่อถามถึงจะมีหมวดใดในรัฐธรรมนูญที่ภาคประชาชน จะเสนอเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ "อดุลย์" บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผิดแปลกจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ได้ช่วยกันทำมาค่อนข้างมาก รัฐธรรมนูญปี 2550 ยังคงหลักเอาไว้อยู่ตลอด ยกเว้นฉบับนี้(เน้นเสียง) ที่เขียนล็อกไว้ เพื่ออะไรบางอย่างที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นสากล ส่อถึงเจตนาเพื่ออำนาจอย่างเดียว ไม่ใช่เพื่อสาธารณะ

 

 

ขณะที่การรณรงค์การแก้รัฐธรรมนูญของพรรคอนาคตใหม่ ถือว่าทำถูกต้องแล้ว เพราะรัฐธรรมนูญไม่สมบูรณ์ หากปล่อยไปเรื่อยๆ บ้านเมืองจะมีปัญหาไม่รู้จักจบ นี่เพียงเริ่มต้นก็มีปัญหาแล้ว ถ้ายังใช้ต่อไปไม่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโดยไว มันจะมีปัญหา ต้องบอกเลยว่ากรณีนี้ในฐานะที่ผมได้ตั้ง "สภาที่ 3" ซึ่งเป็นเวทีให้ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายไหน ที่ไม่สามารถนำเรื่องสาธารณะไปพูดในสภาให้กระจ่างแจ้ง ให้มาใช้สภาที่ 3 ของประชาชน เพราะตั้งมาให้ทุกฝ่ายมาใช้เวทีกลางตรงนี้ได้

 

"เราจะรณรงค์เรื่องนี้ ทุกเรื่องที่เราตรวจสอบคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งนั้น จึงจะเปิดสภาที่ 3 ขึ้นมาเร็วๆ นี้อีกครั้งเพื่อให้ทุกฝ่ายมีโอกาสมาแชร์กัน ประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญจะอยู่วาระการพูดคุยของสภาที่ 3 แน่นอน อะไรที่สภาที่ 1 หรือที่ 2 ไม่ลงตัวหรือว่าพูดไม่เต็มปากให้มาสภาที่ 3"

 

"อดุลย์" ยังบอกว่า ส่วนประเด็นการถวายสัตย์ฯ ของนายกรัฐมนตรี จะออกมาพูดด้วยตัวเองในฐานะคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 หรืออาจมีในสภาที่ 3 ด้วย คนเราเมื่อรู้ตัวว่าทำผิดโดยเฉพาะเป็นผู้นำบริหารประเทศ ถ้ารู้ว่าผิดต้องรีบแก้ไขได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นจะให้เวลากับ "พล.อ.ประยุทธ์" เมื่อท่านรู้ว่าท่านทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง ไม่บังควร ท่านต้องรับแก้ไขโดยด่วน จะมีการแถลงในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ จะให้เวลาที่เหมาะสมในการแก้ไข แต่ถ้าไม่แก้ไขจะมีมาตรการที่ยกระดับขึ้น

 

หากเปรียบเทียบให้สภาที่ 1 เป็นรัฐบาล แต่ตอนนี้เหมือนกับว่าพรรคร่วมรัฐบาลอย่างประชาธิปัตย์ เคยชูธงการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการร่วมรัฐบาล แต่ประชาธิปัตย์กลับยังนิ่งแตกต่างจากฝ่ายค้านนั้น "อดุลย์" ชี้ให้เห็นว่าอยู่ที่ประชาชน ส.ส.ฝ่ายค้าน มีสิทธิจะเรียกร้องให้เขาทำอะไรบางอย่าง เพราะประชาชนจะเห็นเองว่า ถ้าเลือกตั้งแล้วไม่ทำตามคำพูด หรือคำสัญญาที่ให้ไว้ แม้กระทั่งพรรคคุณอนุทิน (ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย) ยังถูกเรียกร้องให้ทำตามสัญญา ประชาธิปัตย์ก็เช่นกัน เชื่อว่าเรื่องนี้อยู่ในกระแสที่ประชาชนเรียกร้อง ทำเถอะก่อนที่บ้านเมืองจะเสียหายกว่านี้


 

 

เมื่อถามไปถึงโลกแห่งความเป็นจริงว่า กลไกรัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ยากมาก หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย "ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35" ยังเชื่อในอำนาจของประชาชน ไม่กังวลว่า ส.ส.หรือส.ว. จะกล้าฝืนเจตนารมณ์ของประชาชน เมื่อความชัดเจนที่ประชาชนเรียกร้องออกมาแล้ว แม้กระทั่ง ส.ว.ก็ต้องเปลี่ยนท่าที

 

"ตอนนี้ปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มี 2 ประเด็นที่สร้างปัญหา ประเด็นแรก กฎหมายลูกเขียนเกินกว่ารัฐธรรมนูญ อันไหนที่เขียนเกินเอาออก อันไปเขียนไม่ครบทำให้มันสมบูรณ์ แก้ไขแค่นั้นก็เป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ประเด็นที่สองเกี่ยวกับการเลือกตั้ง การเข้าสู่อำนาจ ก็ทำให้เป็นสากล"

 

ส่วนที่ 250 โหวตเลือกพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ แต่เมื่อกลไกการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียง ส.ว. 1 ใน 3 หรือ 84 เสียง จะมีเสียงส.ว.ที่กล้าแตกแถวมาแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ "อดุลย์" ตอบทันทีว่า "ขึ้นอยู่กับความเป็นมนุษย์ของ ส.ว.ท่านนั้น ขึ้นอยู่กับจริยธรรมและมโนธรรมของเขา"

 

การที่ไปยกมือออกเสียงให้คนที่แต่งตั้งเป็นนายกฯ 250 เสียงสมบูรณ์แบบไม่มีแตกแถวเลย แต่เข้าใจได้เป็นธรรมชาติของคนไทย เมื่อตั้งมาก็ตอบแทนคนนั้น แต่ถามว่าคราวต่อไปจะยกมืออะไรให้อีก ไม่ใช่แล้ว เพราะส.ส.500 คนมีใครไม่ไฝ่ฝันจะเป็นนายกฯ บ้าง แต่เลือกตั้งครั้งหนึ่งก็เป็นนายกฯ ได้คนเดียว เพราะฉะนั้นจะด้วย 250 เสียงอะไรก็แล้วแต่ที่ได้มาเป็น ส.ว. ท่านได้ชดใช้ไปหมดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์กำไรเกินควรไปแล้ว ถ้ายังขาดสติแล้วไม่รู้ว่าทำธุรกิจแบบนี้ ถ้าคราวต่อไปยังยกมือให้อีก ส.ว.คนนั้นสมควรถูกประณามในอนาคต เพราะไม่มีความฉลาดพอจะรู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้คุ้มทุนไปแล้ว ถ้าเป็นทางธุรกิจถ้าไปลงอีกมันขาดทุนย่อยยับไปแล้ว

 

"ย่อยยับเพราะอะไร หากเอาประวัติของตัวเองซึ่งจะกลายเป็นด่างพร้อยจากนี้ไป หากไปยกมืออะไรที่ไม่มีเหตุผลก็จะด่างพร้อยไปตลอดชีวิต"

 

สำหรับช่องทางให้ประชาชน 5 คนเข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเชื่อว่ามีโอกาสทำได้ แต่มันช้า หากถูกไกรัฐบิดเบือนก็ไปไม่ถึงฝั่ง จำเป็นต้องรณรงค์เรียกร้องให้ประชาชนออกมาแสดงคล้ายๆ กับประชามติว่าประชาชนต้องการให้คุณแก้อะไร เขาไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อล้มรัฐบาล ประชาชนเดือดร้อนจะไปล้มรัฐบาลทำไม แต่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญไปสู่สากล ให้บางเรื่องที่ไม่ถูกต้องมันถูกต้อง ให้มีสิทธิเสรีภาพเต็มที่ เพราะสิทธิตัวบุคคลที่ถูกลิดรอนไป 5 ปีเป็นโทษอันใหญ่หลวงของ คสช.

 

"สิทธิเสรีภาพของประชาชนมีติดตัวตั้งแต่วันที่เขาเกิด ไม่มีใครพรากจากเขาได้นอกจากความตาย สิ่งที่คสช.ทำใว้จึงผิดมาตลอด"

 

จากนี้ไปภาคประชาชนไม่ต้องมีคนนำ ความเข้าใจประชาชนมีความรู้มากขึ้นเยอะ โดยเฉพาะกรณีที่มาสัมภาษณ์ว่า โอ้ย ! ทำไมมารณรงค์เรื่องแก้รัฐธรรมนูญเอาเรื่องปากท้องก่อน ต้องบอกว่าคนพูดคิดเป็นหรือเปล่า รัฐบาลไม่ใช่ทำเรื่อง 1 2 3 4 5 เพราะการบริหารประเทศทุกด้านก็ต้องทำ อย่าเอามาพูดเป็นคนละเรื่องเดียวกันนะ(เน้นเสียง) ไม่ใช่พูดมีก่อนมีหลัง ทุกด้านต้องเดินไปด้วยกัน ไม่ใช่บริหารกองทหาร กองทัพทำแบบนั้นได้ แต่บริหารประเทศจะไม่ใช่ เพราะมีหลายมิติทุกด้านเลย คุณต้องทำพร้อมกัน

 

"ถึงจะใช้เวลาร่างรัฐธรรมนูญจะนาน แต่ไม่เป็นไร เพื่อให้คนทั้งประเทศทุกคนทุกฝ่ายทุกพรรคทุกสียอมรับ ต่างประเทศก็ยอมรับด้วย แต่ในขณะที่ไม่มีรัฐบาลมารอร่างรัฐธรรมนูญ เราก็แก้ไขที่ทำได้ที่จำเป็น ไม่ได้แก้ทั้งฉบับ ต้องแก้ด่วน อันแรกกระบวนการยุติธรรม แก้ไขเรื่องปฏิรูปตำรวจ บ้านเมืองไม่ได้มีมิติเดียว ทุกเรื่องต้องทำพร้อมกัน ไม่ใช่คนละเรื่องเดียวกัน"

 

 

สุดท้ายถาม "อดุลย์" ถ้ามีโอกาสได้พบพล.อ.ประยุทธ์ จะพูดอะไรเกี่ยวกับประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญ ได้คำตอบว่า "ไม่ต้องรอพรุ่งนี้ ให้ดูวันนี้ว่าความต้องการของประชาชนต้องการแก้ไข ท่านบอกว่าเอาเรื่องปากท้องเป็นหลัก ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลายมาตราที่ไปกระทบต่อการทำมาหากิน แก้ไขซะ เพราะท่านก็เห็นด้วย ทุกคนเห็นด้วย ไม่มีใครเสีย มีแต่ได้ ท่านเป็นแก้ก็ได้ไป"

 

กฎหมายอะไรที่ทำให้บ้านเมืองบิดเบี้ยว เรามีกฎหมายที่ใช้ในการปกครองประเทศเป็นหลักอยู่ หลายฉบับถูกทำลายโดยมาตรา 44 ต้องแก้ไข นี่คือสิ่งที่ทุกคนเห็นชอบแก้ไขได้เลย เรื่องแก้รัฐธรรมนูญสภาที่ 3 จะรณรงค์แน่นอนไม่ปล่อยไว้ ท่านเขียนมาเพื่อเข้าสู่อำนาจ บัดนี้ท่านได้อำนาจนั้นไปแล้ว ทำไมไม่คืนส่วนที่เหลือให้กับประชาชน



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน