การเมือง

กกต.ยกคำวินิจฉัยศาลรธน. 31 พรรคกู้เงินไม่ผิด

24 กันยายน 2020 เวลา 14:15
กกต.ยกคำวินิจฉัยศาลรธน. 31 พรรคกู้เงินไม่ผิด
เปิดอ่าน 358

กกต.ยกคำวินิจฉัยศาลรธน. 31 พรรคกู้เงินไม่ผิด เหตุกู้ไม่เกิน 10 ล. แจง ภท.- ปชท.-พท. รอด เพราะเป็นยอดหนี้คงค้างที่กู้ยืมตั้งแต่ปี 55

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ชี้แจงกรณียุติเรื่องการตรวจสอบงบการเงินของ 32 พรรคการเมือง (รวมพรรคอนาคตใหม่) ที่มีการกู้ยืมเงินมาใช้ในกิจการของพรรคการเมือง ว่า การแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวยังมีความคลาดเคลื่อน ไม่ตรงข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย รวมทั้งการดำเนินการของนายทะเบียนพรรคการเมืองและสำนักงานกกต. ซึ่งการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเงินของ 32 พรรคการเมือง เป็นไปตามแนวทางเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินของพรรคการเมืองตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2563 ลงวันที่ 21 ก.พ. 63 ว่าสถานะของเงินกู้ยืมไม่ถือเป็นรายได้ของพรรคการเมืองตามพ.ร.ป.พรรคการเมือง 60 มาตรา 62 แต่เป็นรายรับและเป็นเงินทางการเมือง

โดยการดำเนินการเกี่ยวกับการได้มาและการใช้จ่ายเงินเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองจึงกระทำได้ภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น  ซึ่งการให้กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย หรือคิดดอกเบี้ยที่ไม่เป็นไปตามปกติทางการค้า หรือการทำให้หนี้ที่พรรคการเมืองเป็นลูกหนี้ลดลง หรือเป็นการได้เงิน หรือประโยชน์อื่นใดที่ไม่ต้องออกค่าใช้จ่าย ที่โดยปกติต้องจ่าย ถือเป็นประโยชน์อื่นใดตามมาตรา 4 ของกฎหมายเดียวกัน และต้องอยู่ภายใต้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 45 วรรคสอง และภายใต้หลักเกณฑ์  เงื่อนไข ในการบริจาค และการรับบริจาคเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 66 และ 72 




ทั้งนี้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดนั้นมาตรา 66 ของพ.ร.ป.พรรคการเมืองกำหนดไม่ให้พรรคการเมืองรับบริจาคฯมีมูลค่าเกินกว่า 10 ล้านบาทต่อคนต่อปีและมาตรา 72 กำหนดให้การรับบริจาคเงิน  ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยมาตรา 66 ไม่ว่าจะจำนวนเท่าใดก็ตามถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น

ซึ่งในการตรวจสอบงบการเงินของทุกพรรคการเมืองนับแต่พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 60 มีผลบังคับใช้แล้ว พบว่ามี 3 พรรคการเมืองที่มีงบการเงินประจำปี 61 กู้ยืมเงินเกินกว่า 10 ล้านบาท คือพรรคภูมิใจไทย 30 ล้านบาท พรรคประชากรไทย 12 ล้านบาทและพรรคเพื่อไทย 13 ล้านบาท แต่เป็นกรณีที่พรรคทั้งหมดกู้ยืมมาตั้งแต่ปี 2555และยังไม่มีการใช้เงินคืน จึงเป็นยอดหนี้คงค้างไว้ในงบการเงินปี 61 และในแต่ละปีเป็นยอดเงินกู้ยืมไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อคนต่อปี จึงไม่เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 62 และมาตรา 72 ของพ.ร.ป.พรรคการเมือง

ส่วนกรณีประกาศนายทะเบียนพรรคการเมืองเรื่องงบการเงินของพรรคการเมืองประจำปี 2561 ที่ได้ลงประกาศในเว็บไซด์ของสำนักงานกกต.ไปแล้วจำนวน 79 พรรครวม 609 หน้า ภายหลังตรวจสอบพบว่ามีเอกสารบันทึกข้อความเกี่ยวกับรายงานการรับบริจาคเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดลงประกาศไปด้วย ซึ่งเอกสารดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับงบการเงินของพรรคการเมืองแต่อย่างใด จึงได้นำเอกสารดังกล่าวออกจากเว็บไซด์ของสำนักงานกกต. ทำให้เอกสารงบการเงินของพรรคการเมืองเหลือจำนวน 608 หน้า ซึ่งสามารถดูได้ที่เว็บไซด์กกต.


สำหรับที่เอกสารงบการเงินของพรรคการเมืองสลับหน้ากันเนื่องจากในขั้นตอนจัดทำไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ของพรรคการเมืองดังกล่าวเพื่อเผยแพร่ทางเว็บไซด์กกต. มีเอกสารจำนวนมาก จึงต้องแยกเอกสารเป็น 13 ชุดเพื่อสแกน โดยในขั้นตอนนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เกิดความคลาดเคลื่อนไม่เป็นไปตามลำดับของชุดเอกสารดังกล่าวทำให้ไฟล์เอกสารสลับหน้ากัน

โดยเป็นเหตุให้เอกสารงบการเงินของ 9 พรรคการเมือง คือ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ( พรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทย) พรรคพลังประชาธิปไตย พรรคพลเมืองไทย( พรรคพลังพลเมืองไทย) พรรคไทยธรรม พรรคพลังปวงชนไทย และพรรคพลังสังคม เรียงลำดับไม่ต่อเนื่องกัน แต่เอกสารงบการเงินของพรรคการเมืองทั้ง 79 พรรคที่กกต.เผยแพร่ยังมีข้อมูลถูกต้องครบถ้วนตามที่แต่พรรคได้จัดส่งมา

ซึ่งงบการเงินของพรรคการเมืองต้องจัดให้มีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบและรับรอง และต้องนำเข้าที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองเพื่ออนุมัติและหัวหน้าพรรคต้องรับรองความถูกต้อง ร่วมกับเหรัญญิกพรรคการเมืองก่อนจัดส่งให้นายทะเบียนพรรคการเมืองซึ่งต้องสอดคล้องกับรายงานการประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองและระบบบัญชีของพรรคการเมืองจึงไม่มีผู้ใดจะไปแก้ไขงบการเงินของพรรคการเมืองที่ส่งให้นายทะเบียนพรรคการเมืองให้ผิดไปจากงบการเงินที่ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่พรรคได้  ซึ่งเอกสารงบการเงินของพรรคการเมืองที่มีการสลับหน้ากันทางกกต.จะดำเนินการแก้ไขลำดับเอกสารให้ถูกต้องต่อไป



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน