การเมือง

ปิยบุตร แสงกนกกุล : หากคุณไม่ล้มระบอบเดิม ระบอบใหม่ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้

18 กันยายน 2020 เวลา 20:06
ปิยบุตร แสงกนกกุล : หากคุณไม่ล้มระบอบเดิม ระบอบใหม่ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้
เปิดอ่าน 1,261

'ปิยบุตร' เสวนาปลุกพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง ต้องล้มระบบเดิมสร้างระบบใหม่

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า และที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการกฏหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “สถาบันการเมืองไทยในยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลง” ณ ค่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในฐานะพลเมือง จัดโดย คณะกรรมาธิการกฏหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน

นายปิยบุตร กล่าวตอนหนึ่งว่า การเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญมีได้ 2 แบบ แบบที่หนึ่ง ผู้มีอำนาจหรือผู้ปกครองเห็นว่าถึงเวลาจำเป็น จึงยอมให้ประชาชนมีอำนาจ โดยเขียนและมอบรัฐธรรมนูญให้ประชาชนใช้ เปรียบเสมือนการโยนกระดูกให้ หากจะเอาคืนเมื่อไหร่ ย่อมทำได้ทันที แบบที่สอง คือประชาชนเป็นผู้ตกลงกันว่าจะปกครองกันอย่างไร เพราะประชาชนไม่เชื่อในผู้ทรงอำนาจอีกต่อไป จึงรวมตัวกัน บอกว่าอำนาจอยู่ที่ประชาชนต่างหาก และทวงคืนอำนาจมากำหนดเองว่าข้อตกลงร่วมกันจะเป็นอย่างไร




โดยแบบที่หนึ่งเมื่อผู้ปกครองเป็นคนมอบรัฐธรรมนูญให้ ผู้ปกครองก็จะมี 2 มิติ คือมิติแรกผู้นั้นเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญด้วย เมื่อมอบให้ประชาชนแล้ว ผู้ปกครองก็จะอยู่ในมิติที่สอง คือต้องมาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญด้วย แต่แบบที่สอง ผู้ปกครองจะตัวลีบ เพราะถือว่าประชาชนเป็นคนให้อำนาจแก่ผู้ปกครอง

“ผมอยากชวนให้ทุกคนคิดถึงเรื่องนี้ เพราะนี่คือ อำนาจการก่อตั้งรัฐธรรมนูญ ภาษาโบราณคืออำนาจในการก่อตั้งแผ่นดิน ที่จะบอกว่ามีสถาบันการเมืองมีอะไรบ้าง จะปกครองกันอย่างไร อำนาจนี้จึงเป็นอำนาจที่ใหญ่ที่สุด” ปิยบุตร กล่าว

นายปิยบุตร เปรียบเทียบให้นักศึกษาฟังว่า ระบอบใหม่จะมาแทนระบอบเก่า สิ่งใหม่จะมาแทนสิ่งเก่า ก็เหมือนเราเปลี่ยนแฟน คือเราจะมีแฟนใหม่ไม่ได้ ถ้าเราไม่เลิกกับแฟนเก่า คือเราจะมีแฟนพร้อมกันสองคนไม่ได้ ประเด็นสำคัญที่จะทำเราเลิกกับแฟนเก่าได้ เราต้อง“เลิกรัก” หรือ“หมดรัก” ดังนั้นถ้าคุณอยากจะมีแฟนใหม่ คุณต้องคุยกับตัวเองว่า คุณเลิกรักแฟนเก่า หมดรักแฟนเก่าให้ได้ 

นั่นคือ หากคุณไม่ล้มระบอบเดิม ระบอบใหม่ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากคุณจะเอาระบอบใหม่เข้ามา ก็ต้องเอาระบอบเดิมออกก่อน กติกาของระบอบเดิมเป็นอย่างไร ผู้มีอำนาจเขียนไว้แล้ว บอกให้แต่คนอยู่แถวหน้าแก้ได้เท่านั้น คนข้างหลังไม่มีสิทธิแก้ คนข้างหลังก็ไปสะกิดคนข้างหน้าว่าให้แก้ให้หน่อย เขาไม่ยอมแก้ เพราะบอกว่าข้างหลังไม่ได้ตั้งเขามา ผู้มีอำนาจต่างหากตั้งมา เขาก็ไม่ยอมทำตาม”


นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีสิ่งเร้าอะไรบางอย่าง ถ้าเราคิดถึงสังคมการเมืองคือคนที่อยู่ภายใต้การปกครองเรียกร้องว่าไม่ไหว ทีละนิดๆ ว่าอยากเปลี่ยน ผู้ปกครองอาจจะบอกว่าให้อดทนครั้งหน้าเลือกตั้งใหม่ พอถึงเวลากลับโกงเลือกตั้งอีก แต่พอมีการเรียกร้องเยอะขึ้นๆ ทุกคนอยากได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการ แต่รัฐตอบสนองความต้องการทั้งหมดนั้นไม่ได้ ประชาชนก็เริ่มรวมตัวกันเป็นหนึ่ง แล้วเห็นว่าปัญหาทั้งหมดนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่สามารถถูกแก้โดดๆ แต่เป็นปัญหาร่วมกัน พอวิกฤตมากขึ้น กลับกลายเป็นประชาชนทุกคนประท้วงหมด แบบนี้จะถึงเวลาของการรวมประชาชนให้เป็นหนึ่ง รวมกันจนกลายเป็นยักษ์อสุรกายไปล้มผู้ปกครองที่แก้ปัญหาไม่ได้

“ผมเห็นว่าคนรุ่นนี้อยู่ในรุ่นของการเปลี่ยนแปลง อยู่ในห้วงเวลาประวัติศาสตร์ เป็นรุ่นที่เติบโตมาในสังคมที่แย่มาก แล้วตกไปดิ่งที่สุด แต่เมื่อนั้นเองโอกาสเปลี่ยนแปลงจะมาถึง จงอย่าเศร้าใจน้อยใจว่าทำไมคนรุ่นที่แล้วโชคดีอย่างนี้ แต่รุ่นเราเกิดมาลำบาก ความเหลื่อมล้ำเยอะไปหมด ตรงกันข้ามวิกฤตแบบนี้คือโอกาสชั้นดีที่เราจะสร้างการเปลี่ยนแปลง” นายปิยบุตร กล่าวทิ้งท้าย



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน