การเมือง

โลกเปลี่ยนไทยต้องปรับ เสนอทบทวนยุทธศาสตร์ชาติ

17 สิงหาคม 2020 เวลา 11:14
โลกเปลี่ยนไทยต้องปรับ เสนอทบทวนยุทธศาสตร์ชาติ
เปิดอ่าน 199

วงสัมมนามธ. เสนอ รัฐบาลเปลี่ยนยุทธศาตร์ชาติให้สอดคล้องโควิด เชื่อ วิกฤตลากยาว

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเวทีสัมมนา หัวข้อ "โลกเปลี่ยน ไทยปรับรองรับวิกฤตโรคระบาด" โดยนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยมีความตั้งใจอยากจะเปลี่ยนแต่ยังมีคำถามว่ามีความสามารถพอจะเปลี่ยนหรือไม่ เวลานี้โลกไม่ใช่ใบเดิมอีกต่อไป เราจะต้องอยู่กับวิกฤติเชิงซ้อนอีกต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่กำลังจะตามมา ก่อนจะออกจากตำแหน่งส่วนตัวได้บอกว่านายกฯต้องบริหารวิกฤตเป็นสำคัญไม่ใช่การบริหรราชการแผ่นดิน

"สิงคโปร์ประกาศออกมาแล้วว่าโลกก่อนโควิดเราจะไม่มีทางได้เห็นอีกแล้ว เพราะสิงคโปร์อยู่ได้เพราะภูมิรัฐศาสตร์ที่ได้เปรียบ ซึ่งประเทศไทยมีความพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร คำถาม คือ เรามีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจริงจังหรือไม่อย่างไร ประเทศไทยต้องสรุปบทเรียนเช่นกันเพราะเราอาจบริหารการระบาดได้ดีแต่ปัญหาปากท้องก็ยังเป็นปัญหาสำคัญ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว ดังนั้น ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปียังดีหรือไม่ ซึ่งผมคิดว่ายุทธศาสตร์อาจเป็นความฝัน แต่ก็ต้องมาทบทวนทุกๆ3ปีหรือไม่ เช่นเดียวกับการปฏิรูปประเทศ มีเรื่องต้องทำจำนวนมาก แต่ไม่เคยมีการจัดลำดับความสำคัญมาก่อน เราไม่เคยเข้าใจยุทธศาสตร์ที่จะประเทศไทยต้องเลือกตำแหน่งให้ชัดเจน"

นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยถึงเวลาถ้าจะปฏิรูปอย่างจริงจัง ต้องเข้าไปให้ถึงต้นน้ำด้วยการสร้างสังคมไทยให้เกิดนิติรัฐแท้จริง รัฐบาลต้องฟังให้มาก จะใช้แบบเก่าๆไม่ได้ โลกเปลี่ยนแล้ว ทุกคนมีปากเสียงของเขา ผมคิดว่าการเมืองกำลังเปลี่ยนไปจากระบบตัวแทนไปเป็นระบบการเมืองโดยตรงของภาคประชาชน 

ด้าน นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขออยากให้เลิกยุทธศาสตร์ชาติเอาออกกฎหมาย เพราะที่ผ่านมาไม่มีการทำงาน โดยหากจะดำเนินการตามแผนปฏิรูปประเทศทั้งหมดจะต้องมีการตั้งหน่วยงานรัฐมากกว่า 50 หน่วยงาน ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยน มาทบทวนว่าอะไรเป็นข้อดีที่ต้องรักษาและอะไรที่เป็นข้อเสียก็ต้องปรับปรุง

"ประเทศไทยได้ชื่อว่าสามารถจัดการกับสาธารณสุขได้ดีเป็นลำดับต้นๆ แต่ประเทศไทยจะเป็นประเทศลำดับต้นๆที่เศรษฐกิจติดลบ วิธีการปฏิรูป คือ การปรับโครงสร้างเชิงสถาบันที่ต้องเน้นปรับเปลี่ยนอำนาจของรัฐ" นายบรรยง กล่าว

นายบรรยง กล่าวอีกว่า ยุทธศาสตร์ชาติมีแต่ความฝันแต่ไม่ได้บอกวิธีการ และรัฐควรมีบทบาทแค่ไหนในการปรับเปลี่ยน การตัดสินใจของผู้นำมีความสำคัญอย่างมาก แนวพัฒนาที่ผ่านมาของเรามีปัญหาอย่างมาก โดยก่อนจะเกิดโควิดนั้นประเทศไทยควรจะต้องปรับมาตั้งนานแล้ว เราติดกับดักความเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีอัตราการเจริญเติบโตต่ำมาก ประเทศไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่งของโลก โดยคน 1%ถือทรัพย์สิน 70%ของทั้งประเทศ

"ประเทศไทยได้ชื่อว่าสามารถจัดการกับสาธารณสุขได้ดีเป็นลำดับต้นๆ แต่ประเทศไทยจะเป็นประเทศลำดับต้นๆที่เศรษฐกิจติดลบ วิธีการปฏิรูป คือ การปรับโครงสร้างเชิงสถาบันที่ต้องเน้นปรับเปลี่ยนอำนาจของรัฐ" นายบรรยง กล่าว




นายสันติ กีระนันทน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เลขานุการคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดเงิน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ประเทศไทยใช้มาตรการล็อคดาวน์ เพื่อลดการแพร่ระบาดแต่ก็สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิหยุดชะงักทันที ผลกระทบจะมีไปอีกระยะยาว โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว รายได้จากการท่องเที่ยวที่หายไปทำให้ธุรกิจอื่นๆได้รับผลกระทบและติดขัดไปด้วย แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะพยายามเยียวยาและบรรเทาผลกระทบก็ตาม

"เราต้องปรับตัวให้ได้ให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป อย่าติดกับกรอบวิธีคิดแบบเดิมเพราะกรอบวิธีคิดแบบเดิม เราใช้การเมืองนำทุกอย่าง และต้องการได้เสียทางการเมืองโดยไม่ได้คิดว่าประโยชน์กับประชาชนอย่างไร วันนี้ผมถามจริงๆว่าการจัดสรรทรัพยากรเกิดประโยชน์เท่าไหร ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการงบประมาณ ผมมีคำถามขัดใจเสมอว่างบประมาณส่วนใหญ่เป็นเงินเดือนของราชการ แต่ผลิตภาพที่เกิดขึ้นเทียบไม่ได้กับภาคเอกชน ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีผมไม่ได้ต่อต้าน แต่มีคำถามว่าควรต้องปรับเปลี่ยนไปตามบริบทหรือไม่ ภาครัฐและฝ่ายบริหารต้องคล่องแคล่วกว่านี้ต้องคิดถึงผลประโยชน์ประชาชนมากกว่านี้ การตบตีแย่งชิงกระทรวงยังมีให้เห็น ภาพเหล่านี้ต้องเอาออกให้ได้" นายสันติ กล่าว


รศ.ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เศรษฐกิจในภาพรวมจะเห็นได้ว่าภาคเอกชนเริ่มปรับกระบวนการผลิตแล้ว เช่น การได้เห็นภาคเอกชนมาผลิตสินค้าอย่างการเสื้อผ้าป้องกันการติดเชื้อ เป็นต้น แต่ตอนนี้การปรับตัวของประเทศไทยมีความล่าช้ากว่าประเทศอื่น การส่งออกและดัชนีอุตสาหกรรมยังติดลบต่อเนื่อง ต่างกับประเทศอื่นในอาเซียนที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจขึ้นมาในแดนบวก

รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวอีกว่า การช่วยที่ไม่ถูกต้อง 1.ความช่วยเหลือด้านภาษี ซึ่งทำเป็นแบบการยืดภาษีในช่วงเวลาสั้น จะเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะยืดเรื่องการจัดเก็บภาษีออกไปถึงสิ้นปีนี้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ 2.แรงงาน แม้ที่ผ่านมามีการพยายามช่วนเหลือด้านค่าแรง แต่เรามองไม่เป็นระบบ เพราะรัฐบาลควรแบ่งงบประมาณเพื่อช่วยผู้ประกอบการด้วยเพื่อให้แรงงานยังอยู่ในระบบการทำงานต่อไป และ 3.เงินsoft loan ยังมีเงินออกมาน้อยมาก ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเข้ามาดูแลเรื่องค้ำประกัน เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยเงินกู้ออกไปได้ และขยายเวลาการปล่อยเงิน soft Loan ให้นานขึ้น

"ในระยะยาวประเทศไทยจะไปในจุดไหน ซึ่งคิดว่าประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการสร้างงานเพื่อการกระจายรายได้ รัฐบาลต้องแบ่งงบประมาณมาทำส่วนนี้ โดยให้ชุมชนคิดโครงการขึ้นมาเพื่อให้เหมาะสมกับชุมชน และภาครัฐมีการกำหนดเกณฑ์ในการจ้างงานให้สอดคล้องกับงบประมาณที่จะให้ลงไป นอกจากนี้ ประเทศไทยควรเดินไปใน 4 ทิศทาง ได้แก่ 1.ดิจิทัล เราปรับอยู่ได้เพราะเรามีออนไลน์ และต้องสร้างรัฐบาลดิจิทัลโดยควรตั้งเป้าหมายให้หลายกระทรวงมีแพลตฟอร์มเดียวกัน 2.การเกษตรและอาหาร 3.สิ่งแวดล้อม 4.การแพทย์" รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าว



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน