การเมือง

แมว 9 ชีวิต ส.สัมพันธ์  ขึ้นหลังเสือ แก้ รธน.

12 พฤศจิกายน 2019 เวลา 10:15 น.
เปิดอ่าน 531

ท่าทีพรรคเล็กมองว่าทุกคนเหมาะสม แม้กระทั่งชื่อ "เสี่ยติ่ง" ก็มีคุณสมบัติเช่นกัน

 

ภายหลังนายสุรทิน พิจารณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ในฐานะกลุ่มพรรคการเมืองขนาดเล็ก ออกมาเสนอชื่อ "เสี่ยติ่ง" สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ หัวหน้าพรรคพลังพลเมืองไทย เป็นตัวแทน "พรรคเล็ก" ร่วมเป็นหนึ่งใน 49 คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ของสภาผู้แทนราษฎร 

 

จากประสบการณ์และความเก๋าของนายสัมพันธ์ที่พรรคเล็กเห็นว่าตรงสเป็กมากที่สุด เพราะประเด็นการศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญในชั้น กมธ. ต้องเป็นผู้ถืออาวุโสทางการเมือง ผ่านสถานการณ์ต่อการเลือกตั้งจากรัฐธรรมนูญมาแล้วหลายฉบับ

 

ถึงแม้พรรคประชาธิปัตย์ มีมติเสนอชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นประธาน กมธ.ชุดนี้ หรือชื่อนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 จากพรรคพลังประชารัฐ ขึ้นมาเป็นประธานด้วยนั้น เป็นท่าทีจากพรรคเล็กมองว่าทุกคนมีความเหมาะสม หรือแม้กระทั่งชื่อ "เสี่ยติ่ง" ก็มีคุณสมบัติเทียบเคียงเข้าไปนั่งตำแหน่งนี้ได้

 

สำหรับนายสัมพันธ์ ถือเป็นนักการเมืองระดับลายคราม มีคอนเนคชั่นหลายพรรค ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองมาแล้วทุกยุคหากย้อนไปประสบการณ์ในอดีต "สัมพันธ์" เคยเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธเป็นรมช.พาณิชย์ ในรัฐบาลพล.อ.สุจินดา คราประยูร โดยเฉพาะเคยเป็นประธานวิปรัฐบาล และเป็นอดีต ส.ส.หลายสมัย

 

"สัมพันธ์" ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ครั้งแรกที่ จ.เชียงราย เมื่อปี 2529 ในนามพรรคประชาธิปัตย์ จนกระทั่งในปี 2531 ได้ย้ายไปพรรคประชาชน จากนั้นการเลือกตั้ง 22 มี.ค.2535 เขาได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.เชียงราย ภายใต้สังกัดพรรคสามัคคีธรรม โดยในปีเดียวกัยการเลือกตั้ง 13 ก.ย.2535 ได้รับเลือกตั้งในเป็น ส.ส.ในนามพรรคชาติไทย แต่มาสอบตกในการเลือกตั้ง 2 ก.ค.2538 และเมื่อย้ายพรรคไปอยู่กับความหวังใหม่และได้กลับมาเป็น ส.ส.อีกครั้งในการเลือกตั้งเมื่อ 17 พ.ย.2539 

 

เส้นทางการเมืองของสัมพันธ์ ยังไปร่วมพรรคชาติพัฒนา โดยได้รับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อในปี 2544 จากนั้นผ่านไป 4 ปีในการเลือกตั้ง 6 ก.พ.2548 ก็ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยรักไทย จนถึงการเลือกตั้ง 23 ธ.ค.2550 ได้เป็น ส.ส.จากระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน รวมถึงได้เป็นรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และเป็นประธานคณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทยคนแรกของสภาผู้แทนราษฎร 

 

 

แต่นายสัมพันธ์ต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี จากการยุบพรรคพลังประชาชน ในฐานะเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารพรรค 109 คน ก่อนจะย้ายมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย จากนั้นชื่อของ "สัมพันธ์" ได้ห่างหายจากข่าวคราวทางการเมืองไปหลายปี ในช่วงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ยึดอำนาจ และได้กลับมาอีกครั้งในปี 2561 ในวัย 75 ปี ต่อการตั้งพรรคพลังพลเมืองไทย ก่อนรับตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคคนแรก

 

"สัมพันธ์" บอกกับ "เนชั่นสุดสัปดาห์" ถึงการเข้าไปเป็น กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 จะใช้ประสบการณ์ในฐานะที่เป็น ส.ส.มามากกว่า 30 ปี จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญที่ผ่านมาทุกฉบับมีส่วนดีก็มาก แต่ส่วนแก้ไขก็มีบ้าง โดยรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่มีเนื้อหาที่ถูกร่างมาตามเหตุการณ์ เพื่อใช้ประกอบการบริหารประเทศในเหตุการณ์ปัจจุบันและอนาคต ส่วนตัวยังมองว่าหลายมาตรามีประโยชน์ แต่ความเห็นจากผู้อื่นที่ต้องมีการแก้ไขบางมาตรานั้น ต้องมาหารือในรายละเอียดกันต่อไป

 

"สัมพันธ์" ชี้ให้เห็นว่า ใน กมธ.ชุดนี้มีหน้าที่ศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อได้ข้อสรุปจากการศึกษาแล้วเสร็จเชื่อว่าจะมีการตั้งคณะเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จึงไม่แน่ใจว่าจะให้ กมธ.วิสามัญชุดนี้ขึ้นไปเป็นคณะร่างรัฐธรรมนูญทั้งชุดเลยหรือไม่หรือจะมีตัวแทนบางคนที่เข้าไป จึงต้องเริ่มศึกษาว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ หรือมีประโยชน์ให้ประเทศก็ต้องใช้ต่อไป ส่วนบางมาตราที่หลายคนคิดว่าต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขต้องมาพูดกันด้วยเหตุผล แต่สุดท้ายการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องผ่านประชามติทำให้ในระหว่างการศึกษาต้องไปฟังเสียงประชาชน

 

ส่วนตำแหน่งประธาน กมธ.คณะนี้ "สัมพันธ์" มั่นใจว่าจากรายชื่อ 4-5 คนที่อยู่ในข่าวทุกคนสามารถเป็นประธานได้ทั้งหมดแต่ต้องพิจารณาว่าผู้ที่จะมาเป็นประธานมาจากส่วนไหนของส่วนรวม โดยต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ มีอาวุโสทางการเมือง ถึงแม้จะเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆมาแล้ว แต่ไม่เคยอยู่ในคณะยกร่างกฎหมายสำคัญ หรือกฎหมายรัฐธรรมนูญก็มี ดังนั้นหากมีการแต่งตั้งประธาน กมธ.ในสัปดาห์นี้หรือสัปดาห์หน้าเชื่อว่าวิปฝ่ายค้านและรัฐบาลต้องมาคุยกัน เพื่อหาข้อสรุปว่าจะเลือกใครมาเป็นประธาน

 

"ส่วนตัวผมไม่มีโอกาสอยู่แล้ว เราเป็นพรรคเล็กเราต้องรู้จักความเป็นจริง เรามีระบอบรัฐสภาดังนั้นจึงอยู่ที่เสียงข้างมาก ถึงผมอยู่ฝ่ายรัฐบาล แต่ต้องถือว่าเป็นเสียงข้างน้อยฝ่ายเสียงข้างมาก"