การเมือง

ผ่ามุมมอง"อุเทน ชาติภิญโญ" นักจัดการสารพัดปัญหาในเมืองใหญ่

10 พฤศจิกายน 2019 เวลา 10:49 น.
เปิดอ่าน 789

"สำหรับผมเป็นนักจัดการเป็นมือทำงานที่ต่างจากคนอื่นคือ นักเลงพอ กล้าหัก ไม่เกรงใจคน"

 

แม้ยังไม่แน่ชัดการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.จะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่สำหรับบุคคลที่เสนอตัวชิงชัย”พ่อเมืองมหานคร”ทยอยเปิดชื่อกันมาตามหน้าสื่อมวลชน

 

เช่นเดียวกับ “อุเทน  ชาติภิญโญ “ อดีตหัวหน้าพรรคคนไทย เป็นอีกบุคคลที่ตัดสินใจประกาศลงสมัครชิงตำแหน่ง"ผู้ว่ากทม."

 

ด้วยประสบการณ์ทางการเมือง ทำงานร่วมกับรัฐบาลมาหลายรัฐบาล ด้วยวิชาความรู้ความสามารถด้านวิศวกรรมศาสตร์  และด้วยชื่อที่ได้รับการกล่าวขานอย่างมากเมื่อครั้งร่วมคณะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี  2554  เขาจึงอยากใช้สรรพกำลังความคิดมาแก้ปัญหาให้ชาวกทม.อีกครั้ง

 

ทั้งนี้ วันที่ 15 พ.ย.62 ซึ่งเป็นวันเกิดครบ 68 ปี เขาจึงถือโอกาสเดียวกันนี้ เวลาบ่ายสองโมง แถลงเปิดตัวลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่ากทม.อย่างเป็นทางการ ภายใต้ สโลแกน “ จะทำกทม.จากเมืองน่าเที่ยว เป็นเมืองน่าอยู่ “และ “จากนี้ไป กทม.รถต้องไม่ติด ทุจริตต้องหมดไป “ อย่างไรก็ตาม วันนี้  "อุเทน" ขอเปิดใจผ่านเนชั่นสุดสัปดาห์ก่อนเป็นอันดับแรก

 

 

“อุเทน” เริ่มต้นเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้ต้องตัดสินใจลงสมัคร เกิดขึ้นจากการเห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่ในครอบครัวซึ่งไม่ต่างกับทุกชีวิตต้องต่อสู้ดิ้นรนในเมืองใหญ่

 

“ปัญหาคือ ทำไมลูกผมต้องตื่นเช้า ทำไมหลานผมต้องตื่นเช้า ทำไมรถต้องติดขนาดนี้ ทำไมเวลาหายไป ควบคุมเวลาการเดินทางไม่ได้ ทำไมต้นทุนการเดินทางจึงหมดไปกับการใช้เวลาที่เกินความจริง และไม่เคยมีใครแก้ปัญหา มองกันแต่ปัญหาว่ารถในเมืองเยอะ รถเยอะไม่เกี่ยว และสิ่งที่ทำอยู่ปัจจุบันผิดวิธีหมด เราใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย  เช่น แอรพ์อร์ตลิงค์ ขสมก.ขาดทุนได้อย่างไร  ก็เพราะไม่ได้คิดบนรากฐานการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง   ฉนั้นคอยดูว่าผมจะทำอย่างไร ผมมั่นใจว่าทำได้  ผมจะดูแลคนกทม.เท่ากับดูแลคนในครอบครัวผม”  อุเทน กล่าว

 

อุเทน เล่าว่า  ผมเป็นเด็กบ้านนอกมาเติบโตอยู่กทม. นาน 60  ปี  เห็นปัญหาที่สะสมมาและไม่เคยมีผู้ใดรู้ปัญหาแต่ไม่เคยแก้ปัญหาได้  ผมจึงอยากอาสาตั้งใจลงในนามอิสระ  ตอนนั้นเปรยกับพรรคพวกที่สังกัดพรรคการเมือง ก็ถามจะไปลงอิสระทำไม มันเหนื่อยนะ แต่ผมคิดว่าถ้าไม่ลงอิสระจะอยู่ใต้อาณัติพรรรคการเมือง มีข้อจำกัด อย่างนั้นจะไม่สนุกกับการทำงาน

 

“จากประสบการณ์ของผม  เมืองใหญ่หลายเมืองได้รับการแก้ไขจากผู้ว่าฯที่มีจิตใจนักเลง กล้าได้กล้าเสีย กล้าทำทั้งนั้น  กทม.ต้องการคนเด็ดขาด คิดเป็นทำได้เข้ามาจัดการ ไม่ใช่เข้ามาบริหาร  นี่คือ บุคคลิกของผู้ว่าฯกทม. “ อุเทน กำหนดสเป็คผู้ว่าฯ

 

 

 

ผู้ขอท้าชิงเก้าอี้ผู้ว่ากทม.รายล่าสุด   แจกแจงแนวทางแก้ไขแต่ละปัญหา  ไม่ว่าจะเป็นปัญหาขยะ คลองเน่าเหม็น การจราจรติดขัด ทว่า อีกปัญหาหนึ่งที่ไม่ค่อยมีผู้ว่าฯคนไหนพูดถึง นั่นคือ ปัญหาการศึกษาของโรงเรียนสังกัดกทม. ซึ่งอุเทน บอกว่า เขาจะแก้ปัญหาการศึกษาในกทม.เป็นอันดับแรก

 

 

 “ผู้ว่าฯกี่ยุคกี่สมัยมักมองข้ามปัญหาการศึกษา  โรงเรียนประชาบาลในสังกัดกทม. ผมไม่อยากกล่าวคำว่าด้อยคุณภาพ ไม่ต่างกับโรงเรียนต่างจังหวัด ทำไมเราไม่สามารถทำให้โรงเรียนดีๆมีขึ้นในสังกัดกทม.  เพื่ออบรมสั่งสอนให้ความรู้ลูกหลานเราได้  ทำไมลูกคนจนถึงไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดี” 

 

“ฉนั้น ถ้าเลือกผมเป็นผู้ว่ากทม. ผมจะทำเรื่องการศึกษาอันดับแรก จะปรับปรุงคุณภาพใหม่ นำร่องทั้ง 50 เขต ทั้งนี้ได้ศึกษาหลักสูตรการสอนไว้แล้วด้วยกันสี่แบบ  หลักสูตรดังกล่าว ต้องเรียกว่า ลูกคนด้อยโอกาสต้องได้รับการศึกษาให้ทัดเทียมกับคนที่มีฐานะ คอยดูว่าผมจะทำได้ไหม”  อุเทน กล่าวด้วยความมั่นใจ

 

สำหรับปัญหาจราจร อุเทน เปิดไอเดียการแก้ปัญหาไว้คร่าวๆ ดังนี้  “ ผมจะเด็ดขาดเรื่องการจราจร ต้องคุยกับระบบการเปิดปิดไฟฟ้าจากญี่ปุ่น เราสามารถนำคอมพิวเตอร์มาตั้ง ไม่ใช่หลุดแยกนี้ ไปติดแยกต่อไป แต่ละแยกไม่มีความสัมพันธ์กันเลยทำไมต่างประเทศทำได้ แต่เราทำไม่ได้”  

 

ส่วนที่อ้างกันว่า ประเทศไทยรถเยอะ แยกเยอะนั้นไม่จริง  แยกเยอะสิดี สามารถทำให้คลี่คลายลงได้ด้วยระบบ   อันดับแรกจะให้ยูเทริ์นน้อยที่สุด เลี้ยวขวาน้อยที่สุด เลี้ยวซ้ายต้องผ่านตลอดจริงๆ  จัดระบบวันเวย์ให้มากที่สุด มีการทะลุตรอกซอกซอยให้เยอะที่สุด พร้อมกับเสนอให้ตัดมุมถนนทุกถนนเพื่อสะดวกต่อยานพาหนะที่จะทำการเลี้ยวซ้าย จะไม่ลำบาก หรือต้องตีวงกว้าง 

 

ยกเลิกป้ายรถเมล์ออกประมาณ 30-50 เปอร์เซนต์ เนื่องจากมีการติดตั้งถี่เกินไป เช่นเดียวกับกรณี รถแทกซี่ รถตุ๊กตุ๊ก จะต้องมีการจัดพื้นที่จอดรถและพร้อมมารับผู้โดยสารเมื่อมีการเรียกผ่านระบบวิทยุสื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ใช่ไปจอดตามสบายปล่อยมลพิษ เหมือนอย่างที่เป็นอยู่  ซึ่งในส่วนนี้ได้เตรียมแผนงานไว้แล้ว

 

ขณะที่การติดตั้งระบบซีซีทีวี บนท้องถนน อุเทน เสนอว่า ควรเอาออกโดยเสนอให้เจรจากับอิสราเอล อังกฤษ เนื่องจากซีซีทีวีปัจจุบันจะไม่แพงกว่าที่ติดตั้งกัน  นอกจากนี้ เขาเสนอการสร้างปอดในเมืองใหญ่ กรณีการปลูกต้นไม้ ต้องปรับเปลี่ยนใหม่ นำไม้พันธุ์โตช้า และใบไม่ร่วง มาปลูกทดแทน  

 

ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากกวนใจชาวกรุงฯ  อุเทน ซึ่งมีประสบการณ์แก้ปัญหาเมื่อน้ำท่วมใหญ่ปี 2554  (อดีตที่ปรึกษานายกฯด้านการระบายน้ำ  และอดีตประธานกรรมการผันน้ำลงทะเลด้านตะวันออก)  บอกว่า ไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับเขาเลย พร้อมกับชี้แจงว่า ความจริง กทม.น้ำไม่ท่วม แต่เป็นน้ำขังเพราะระบายลงท่อลำบาก รูตัน ซึ่งตรงนี้ จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงการระบายน้ำใหม่ 

 

สภาพลำคลองเน่าเหม็น เป็นอีกประเด็นที่อุเทนใส่ใจ โดยตั้งคำถามว่าเกิดขึ้นจากใคร ทั้งที่ต้นน้ำไหลมายังใสสะอาดแต่เมื่อมาถึงกทม.กับเน่าเหม็น เกิดขึ้นเพราะมนุษย์มีการชะล้างทุกครัวเรือน ทุกโรงงานระบายลงคลองโดยไม่มีการบำบัด

 

“ผมจะออกเทศบัญญัติ ว่าน้ำก่อนออกจากบ้าน โรงงาน สถานประกอบการ ต้องได้รับการบำบัด เห็นไหมไม่ยาก แต่ไม่เคยควบคุมกันเลย นี่คือตัวอย่าง ผมคิดมากกว่านี้ “  อุเทน เสนอ

 

 

 

จากการที่มี บุคคล”ดี เด่น ดัง” เปิดตัวขอลงสนามกทม. ประเมินศักยภาพตัวเองไว้อย่างไร   

 

อุเทน  ตอบว่า  “ ที่ผ่านมาเราได้ภาพคุณหนูคุณชายมากี่คนแล้ว คนมีฐานะ มีภาพลักษณ์ แต่ละคนเหล่านี้ ท่านประทับใจแค่ไหนในการทำงาน  เขากวาดบ้านถูบ้านเป็นไหม ล้างชามเป็นไหม  เขารู้ปัญหาจริงไหม รู้แล้วแก้อย่างไร แต่ละคนเมื่อมีโอกาสทำงาน เป็นรมต.เป็นนั่นเป็นนี่ เคยแก้ปัญหาให้บานเมืองตรงไหนบ้าง ลองตั้งสติ แล้วถามตัวเองดู”

 

 

“เมื่อปี 54 เกิดน้ำท่วมใหญ่ ถ้าไม่มีผม รัฐบาลจะเป็นอย่างไร คนที่อยู่ในเหตุการณ์จะรู้ว่าผมสามารถดำเนินการได้ ผมจึงกลัวเลยที่จะเจอแต่ละคน  ไม่ว่าจะเป็นคุณชัชชาติ  สิทธิพันธ์ุ  เป็นนักบริหาร ไม่ได้เป็นนักจัดการ หรือ  คุณรสนา โตสิตระกูล ท่านเป็นนักรณรงค์ไม่ใช่เป็นนักบริหาร ไม่ใช่นักจัดการ”

 

แต่ผมเป็นนักจัดการ เป็นมือทำงาน ที่สำคัญ ต่างกับคนอื่นตรงที่เป็นนักเลงพอ กล้าหัก ไม่เกรงใจคน

 

อุเทน ยกตัวอย่างจนเป็นสโลแกนขึ้นมาว่า  “คนที่มีคุณสมบัตอย่างผม สามารถจัดการได้ เช่น บุรีรัมย์มีเนวิน  เมืองชลมีคุณปลื้ม  กทม.ต้องมีอุเทน”   

  

เขากลับมาย้ำถึงฐานเสียงสนับสนุนว่า  “ผมไม่สนใจเรื่องนั้นเลย  ผมเชื่อว่าถึงเวลาเมื่อคนได้ฟังผมได้ยินสิ่งที่ถ่ายทอดออกไป  ถ้าคิดไม่เอาก็อย่าเอา อยากเลือกคนที่เป็นคุณหนูคุณชาย อยากเลือกนักปลุกระดมก็ไปเลือก แต่ผมถือว่าอิสระแล้วได้เสนอตัวแค่นี้เอง ไม่เลือกก็อย่าเลือก ถ้าเลือกจะทำให้ดู ว่าผมทำได้”  

 

“เราต้องการพ่อเมืองที่ใจเด็ด ขอเวลาห้าร้อยวันทำงานถ้าเกินห้าร้อยวัน ทำงานไม่เข้าเป้า ท่านยี้ ผมลาออกทันที เหนืออื่นใด ผมจะสู้ด้วยใจสุจริต โดยสุจริตใจ  “ ผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. หัวใจนักเลงชื่อ “อุเทน ชาติภิญโญ”  กล่าวทิ้งท้าย ด้วยน้ำเสียงดังหนักแน่น