การเมือง

พลิกคอนเนคชั่น "คึก-มาร์ค"

9 พฤศจิกายน 2019 เวลา 08:05 น.
เปิดอ่าน 4174

เทพไทย และ อภิสิทธิ์ ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้ทางการเมืองด้วยกันมาเป็นเวลาหลายปี

 

ข้อเสนอจาก "เทพไท เสนพงศ์" ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้เสนอญัตติขอตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 จะเสนอชื่อ "อภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ"อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นมาเป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญในชุดนี้

 

ข้อเสนอต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ มีอยู่ 2 ประเด็นหลัก 1.มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ และ 2.เปลี่ยนระบบการเลือกตั้งส.ส.จากรูปแบบสัดส่วนผสมไปเป็นระบบอื่นแทน จากเหตุผลสำคัญที่นายเทพไทบอกถึงแรงสนับสนุนนายอภิสิทธิ์จากความรู้เรื่องรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะจุดยืนในเรื่องประชาธิปไตยชัดเจน 

 

หากมองย้อนกลับไปในเส้นทางการเมืองในอดีต ไม่ใช่ครั้งแรกที่ "เทพไท" ออกมาสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ เพราะการประกาศลาออกจากตำแหน่งส.ส. ของนายอภิสิทธิ์ เมื่อ 5 มิ.ย.2562 เพื่อแสดงความรับผิดชอบที่นำประชาธิปัตย์ไปสู่เป้าหมายการ้ลือกตั้ง 24 มี.ค.ไม่สำเร็จ "เทพไท" ได้ออกมาโพสต์ข้อความแสดงท่าทีเสียดายต่อการตัดสินใจของนายอภิสิทธิ์ว่าไม่ใช่แค่พรรคประชาธิปัตย์ที่สูญ ส.ส.ที่มีคุณภาพเท่านั้น รัฐสภาก็ยังต้องสูญเสียสมาชิกที่มีความรู้ความสามารถในการแสดงความคิดเห็นและข้อคิดดีที่ถูกต้องต่อที่ประชุมสภาในหลายครั้ง 

 

"ในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ และร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ในการต่อสู้ทางการเมืองด้วยกันมาเป็นเวลาหลายปี รู้สึกใจหาย และเสียดายต่อการตัดสินใจทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ เพียงแต่คาดหวังว่า ในอนาคตข้างหน้าคงจะกลับมารับใช้ประชาชน และชาติบ้านเมืองอีกครั้ง เราเสียดายความคิด ความรู้ความสามารถ ความเป็นนักการเมืองที่มีคุณภาพ ที่นับวันจะหาได้ยากในสังคมไทย ขอเป็นกำลังใจให้นายอภิสิทธิ์ ในการต่อสู้การเมืองต่อไปด้วยความเชื่อมั่นว่า คนดี คนมีอุดมการณ์ ย่อมมีที่ยืนในสังคมนี้เสมอ"

 

เป็นถ้อยคำที่นายเทพไทประกาศไว้ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแนบแน่นที่มีต่อนายอภิสิทธิ์มาโดยตลอด หากย้อนไปสมัยนายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นหนึ่งบุคคลที่อยู่ใกล้ชิด มีจุดยืนทางการเมืองใกล้เคียงกัน  โดยเฉพาะนายเทพไท เคยได้รับการแต่งตั้งเป็น "โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์" ในช่วงนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี 3 ก.พ.2552 จนถึงการลาออกจากเก้าอี้พิเศษตัวนี้ในวันที่ 5 ก.ค.2554 

 

วรรคทองสำคัญที่ "เทพไท" ทิ้งไว้ในครั้งนั้นว่า "ตลอดระยะเวลาการทำงาน 2 ปีกว่า ได้รับเสียงตอบรับ ซึ่งมีทั้งด้านบวกและด้านลบ เช่น การพิสูจน์ตัวเองในการทำหน้าที่ปกป้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ในบางประเด็นที่ไม่สามารถชี้แจงได้"

 

โดยเฉพาะการออกมา "ปะ-ฉะ-ดะ" กับแนวร่วมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ในการเคลื่อนไหวชุมนุมใหญ่ ในปี 2552 จนถึงปี 2553 จนถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติไต่ส่วนข้อเท็จจริงตามคำร้องที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และ ส.ส.จำนวน 158 ชื่อ ยื่นผ่านประธานวุฒิสภา ขอให้ถอดถอนนายอภิสิทธิ์ออกจากตำแหน่งนายกฯ เนื่องจากมีพฤติกรรมส่อไปทางทุจริตต่อหน้าที่ ว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาล แต่ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ว่านายอภิสิทธิ์รัฐบาลบริหารงานตามหลักนิติรัฐ

 

 

ไม่ใช่แค่ประเด็นตอบโต้ทางการเมืองเท่านั้นแต่หลายกระแสที่พุ่งเป้าไปที่นายอภิสิทธิ์ จะเห็น "เทพไท"ออกมาแสดงความเห็นหลายครั้งเช่นกัน อาทิ กรณีกระแสข่าวมีชื่อของนายอภิสิทธิ์จะลงชิงผู้ว่าฯกทม.นั้น นายเทพไทออกมาปฏิเสธนายอภิสิทธิ์ไม่สนใจกับการลงสมัครผู้ว่าฯกทม. เพราะตัวมีศักยภาพในการรับใช้ชาติบ้านเมืองในตำแหน่งอื่นๆ อึกมากมาย

 

นอกจากนี้ยังได้เห็น "คอนเนคชั่น" ระหว่าง "คึก-มาร์ค" ยังฉายให้เห็นผ่านการเตะฟุตบอล โดยนายอภิสิทธิ์ยังเคยเข้าร่วมการแข่งขันฟุตซอลประเพณี "เทพไทคัพ" ที่ จ.นครศรีธรรมราช อยู่หลายครั้ง 

 

ทั้งหมดเป็นความความสัมพันธ์ส่วนหนึ่งระหว่าง "อภิสิทธิ์-เทพไท" ซึ่งจะเด่นชัดมากขึ้นอีกครั้งในการผลักดันให้นายอภิสิทธิ์ก้าวไปเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ในสมัยเปิดประชุมสภาฯ ครั้งนี้