การเมือง

นับอายุความคดีฉาว ปลุกผีคดี "ไทเกอร์"

9 พฤศจิกายน 2019 เวลา 07:45 น.
เปิดอ่าน 27990

โครงการจัดซื้อรถจักรยานยนต์ไทเกอร์ให้กับโรงพักทั่วประเทศ ถูกปัดฝุ่นขึ้นมาอีกครั้ง

 

ถึงแม้เมื่อปี 2557 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด 9 ต่อ 0 เสียง ในคดีตำรวจระดับนายพลมีความผิดฐานร่วมกันทุจริตการจัดซื้อรถจักรยานยนต์ และทุจริตต่อหน้าที่ และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ 2542 กรณีจัดซื้อรถจักรยานยนต์ไทเกอร์ให้กับโรงพักทั่วประเทศมูลค่า 1,144  ล้านบาท 

 

ประเด็นนี้ได้รับความสนใจอีกครั้ง เมื่อ "ปารีณา ไกรคุปต์" ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ที่เข้ามาเป็นคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฏร ประกาศจะให้ตรวจสอบกรณีทุจริตจัดซื้อรถจักรยานยนต์ไทเกอร์ในสมัยที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในปี 2550 

 

เป็นท่าทีจาก ส.ส.พลังประชารัฐที่ย้อนเกล็ดไปถึง "เสรีพิศุทธ์" ที่นั่งหัวโต๊ะ กมธ.ชุดนี้ ซึ่งโครงการนี้ ป.ป.ช.เพิ่งมีมติล่าสุดเมื่อ 21 มี.ค.2560 ให้ยืนตามมติเดิมเมื่อ เม.ย.2557 ตามความผิด "พ.ร.บ.ฮั้วประมูล" กับผู้บริหารบริษัทเอกชน 2 ราย ที่เป็นคู่สัญญาจัดซื้อจัดจ้าง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ 13 นาย เป็นระดับนายตำรวจ 4 นาย  โดย ป.ป.ช.ได้ส่งคดีไปถึงอัยการสูงสุด พร้อมให้สำนักงานตำรจแห่งชาติ ตั้งกรรมการอบฐานผิดวินัยร้ายแรง ส่วนมอเตอร์ไซค์ตำรวจไทเกอร์รุ่นนี้ ได้นำไปให้เอกชนประมูลขายในราคาถูกไม่ถึงหลักหมื่นบาท 

 

ประเด็นความผิดที่ ป.ป.ช.ตรวจสอบและชี้มูลเริ่มจากโครงการที่เซ็นสัญญาเมื่อวันที่ 27 ส.ค.2550 มีราคากลางตามงบจัดซื้อคันละ 64,000 บาท จำนวน 19,147 คัน รวม 1,144 ล้านบาท กำหนดสเป็คจากการจัดหารถจักรยานยนต์ 200 CC ปรากฎว่ามีเพียงรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ "ไทเกอร์" รุ่น Boxer200 สามารถเสนอราคาตามสเป็คเอกชนเพียงรายเดียว แต่กลับไม่มีการตรวจสอบเงื่อนไขการประกวดราคาที่บริษัทคาร์แทรคกิ้ง จำกัด รวมถึงไม่มีตัวแทนจำหน่ายและศูนย์ซ่อม จึงเกิดความเสียหายแก่ราชการ ตามสัญญาที่ต้องนำรถจักรยานยนต์ไปซ่อมบำรุงได้ จนเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ใช้งานไม่เต็มประสิทธิภาพ จอดทิ้งไว้ตามโรงพักทั่วประเทศ 

 

หากนับโทษของคดีนี้ต้องไปเปิดข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ 2542 ซึ่งกำหนดบทลงโทษ ตามมาตรา 11 ที่ระบุว่า เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานรัฐผู้ใด หรือผู้ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานรัฐผู้ใด โดยทุจริตทางการออกแบบกำหนดราคา กำหนดเงื่อนไข หรือกำหนดผลประโยชน์ตอบแทน อันเป็นมาตรฐานในการเสนอราคาโดยมุ่งหมายมิให้การแข่งขันในการเสรอราคาอย่างเป็นธรรม หรือเพื่อช่วยเหลือให้ผู้เสนอราคารายใดได้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐโดยไม่เป็นธรรม หรือเพื่อกีดกันผู้เสนอราคารายใดมิให้มีโอกาสเข้าแข่งขันอย่างเป็นธรรม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1 แสนบาทถึง 4 แสนบาท 

 

หรือมาตรา 12 ที่ระบุว่า เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกระทำการใดๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผ้เข้าทำการเสนอราคารายใด ให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ มีความผิดฐานกระทำผิด ต่อตำแหน่งหน้าที่ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่ 1 แสนบาทถึง 4 แสนบาท 

 

ดังนั้นหากนับ "อายุความคดีอาญา" ต้องไปเปิดกฎหมายประกอบร่วมกันตั้งแต่ "ประมวลกฎหมายอาญา" มาตรา 95 ที่ระบุว่า ถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดดังต่อไปนี้ นับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ ดังนี้ 

 

- 20 ปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก 20 ปี

- 15 ปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่า 7 ปีแต่ยังไม่ถึง 20 ปี

- 10 ปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่า 1 ปีถึง 7 ปี

- 5 ปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่า 1 เดือนถึง 1 ปี

- 1 ปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 เดือนลงมา หรือต้องระวางโทษอย่างอื่น

 

 

ดังนั้นหากยึดตามความผิด "พรบ.ฮั้วประมูล" ตามมาตรา 11 และมาตรา 12 ซึ่งระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิตนั้น จะไปสอดคล้องกับ "ประมวลกฎหมายอาญา" มาตรา 95 ในคดี "ฮั้วประมูล" จะมีอายุความ 20 ปี

 

ขณะที่การนับอายุความทาง "คดีแพ่ง" ต้องไปเปิดกฎหมายประกอบเช่นกัน โดยตั้งต้นจาก "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" มาตรา 46 ที่ระบุว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" ซึ่งคดีความอาญามีโทษสูงสุด 20 ปีหรือจำคุกตลอดชีวิต

 

จากนั้นการนับคดีความทางแพ่งจะไปยึดโยงกับ "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448" ที่ระบุว่า "สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้น 1 หนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้น 10 ปีนับแต่วันทำละเมิด"

 

โดยเฉพาะวรรคสองที่ระบุไว้ว่า "แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมานั้นไซร้ ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับ" ดังนั้นหากยึดตามความผิดคดีทางแพ่งตาม "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ " ถึงแม้มีอายุความสูงสุด 10 ปี แต่ต้องเชื่อมโยงกลับไปที่ "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" ซึ่งมีอายุความ 20 ปีตามไปด้วย

 

เป็นข้อกฎหมายต่อกระบวนการพิจารณาอีกคดีประวัติศาสตร์ ซึ่งเกิดความเสียหายต่อรัฐอย่างชัดเจน จึงต้องรอคำสั่งของอัยการว่าจะเป็นอย่างไรในช่วงเวลาอายุความของคดีเป็นเวลา 20 ปี นับจากวันเซ็นสัญญาโครงการ 27 ส.ค.2550