ภาพเป็นข่าว

"สถาบันทิศทางไทย" ชี้ต้องยกระดับมาตรการรับมือโควิด-19ฉุกเฉิน

12 มีนาคม 2020 เวลา 12:51
"สถาบันทิศทางไทย" ชี้ต้องยกระดับมาตรการรับมือโควิด-19ฉุกเฉิน
เปิดอ่าน 497

สถาบันทิศทางไทย ชี้รัฐบาลต้องยกระดับมาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือกับสงครามโรคระบาดตลอด 24 เดือนต่อจากนี้

เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 63 สถาบันทิศทางไทยออกแถลงการณ์ถึงรัฐบาลและสังคมไทย เรื่อง ต้องยกระดับมาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือกับสงครามโรคระบาดตลอด 24 เดือนต่อจากนี้ โดยมีเนื้อหาว่า

ช่วงค่ำของวันที่ 11 มีนาคม 2563 องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศยกระดับการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นแพนเดมิก (pandemic) หรือระบาดทั้งโลกไปเรียบร้อยแล้ว โดย ดร.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผอ.องค์การฯ ได้ระบุ " นี่คือการระบาดระดับแพนเดมิกครั้งแรกของเชื้อโคโรนาไวรัส "

ในที่สุดสิ่งที่สถาบันทิศทางไทยวิตกมาโดยตลอดว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 จะระบาดทั้งโลกหรือเป็นแพนเดมิก ก็กลายเป็นความจริงแล้วและสถาบันทิศทางไทยได้วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์แล้วว่า แพนเดมิก หรือการระบาดทั้งโลก จะทำให้เราต้องอยู่กับเชื้อไวรัส Covid-19 ถึง 24เดือนหลังจากนี้ ไม่ใช่ 2 เดือน หรือ 6 เดือนแต่อย่างใด

ต่อสถานการณ์แพนเดมิกของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นแล้ว สถาบันทิศทางไทยเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องประเมินสถานการณ์ใหม่ และกำหนดยุทธศาสตร์ภาพรวมเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสงครามโรคระบาดครั้งนี้ใหม่ เพื่อให้สังคมไทยทั้งสังคมตื่นตัวในการรับมือวิกฤตนี้ทั้งกรณีฉุกเฉินและกรณียืดเยื้อร่วมกัน

จากตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัส Covid-19 ในประเทศไทย (3 มกราคม 2563-11 มีนาคม 2563) จะอยู่ที่ 59 ราย มีผู้ที่ต้องรักษาในโรงพยาบาล 24 ราย มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ซึ่งแสดงถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นนี้ในระดับที่ดี รวมถึงการทุ่มเททำงานกันอย่างหนักของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

กระนั้น กรณีความไม่เด็ดขาดในการควบคุมกักกันตัวแรงงานผิดกฎหมายไทยจากเกาหลี(ผีน้อย) การขาดแคลนอย่างหนักและกักตุนหน้ากากอนามัยเพื่อขายเกินราคา ได้สะท้อนว่าเรายังประมาท ยังนิ่งนอนใจ ว่าเราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้วในระยะที่ 2 และยังเราไม่พร้อมในการยกระดับมาตรการในระยะที่ 3 ในทันที

สถาบันทิศทางไทยได้ระดมความคิดของแพทย์ นักวิชาการ จากหลายสาขาวิชา ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ปฏิบัติงานภาคประชาสังคม ผู้ห่วงใยต่อสถานการณ์ รวมถึงพลเมืองที่ได้ร่วมแสดงความเห็นผ่านโซเซียล ได้ร่วมกันมีข้อแนะนำเพิ่มเติมเพื่อทำให้แผนการและนโยบายรับมือกับวิกฤต Covid-19 มีความรัดกุม ครอบคลุม รอบด้านมากยิ่งขึ้น โดยเบื้องต้นได้มุ่งความสำคัญไปยัง 3 ประเด็นใหญ่ คือ

1. การทำแผนหรือแบบจำลองการระบาดในประเทศ (Thailand Pandamic Model) ที่ชัดเจน

2. การเตรียมแผนด้านการแพทย์ (Hospital Planninng) ถ้าเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

3. การเตรียมแผนฉุกเฉินช่วยเหลือผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อผู้มีรายได้น้อย

1. การทำแผนหรือแบบจำลองการระบาดในประเทศ (Thailand Pandamic Model)

ตามแบบจำลองคณิตศาสตร์ของ Australian National University (Business Insider. 5 March 2020) ในกรณีที่เลวร้ายน้อยที่สุดจะมีประชากรโลกติดเชื้อ Covid-19 ประมาณ 6% (500 ล้านคน) ภายใน 2 ปี ในกรณีที่เลวร้ายมากที่สุดจะมีประชากรโลกติดเชื้อ Covid l-19 ประมาณ 31%(2,330 ล้านคน) ภายใน2 ปี ส่วน แบบจำลองของมหาวิทยาลัย Harvard ประมาณการณ์ประชากรผู้ใหญ่ติดเชื้อทั่วโลกอยู่ที่ 40-70%

สำหรับการคาดการณ์ 3 ฉากทัศน์ (scenario) ในประเทศไทย (อ้างใน นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา. 10 มีนาคม 2563)

1. ในกรณีที่มีการแพร่ระบาดรุนแรง (ควบคุมไม่ได้) จะมีผู้ติดเชื้อ 48.4% ของประชากร (16.7 ล้านคนภายใน 1 ปี)

2. ในกรณีที่มีการชะลอการแพร่ระบาดได้ จะมีผู้ติดเชื้อ 14% ประชากรไทย (9.9 ล้านคนภายใน 2 ปี)

3. ในกรณีที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ จะมีผู้ป่วยได้รับเชื้อ 0.5% ประชากรไทย (4 แสนคนภายใน 2 ปี)

แม้แบบจำลองเหล่านี้จะเป็นการคาดการณ์ทางคณิตศาสตร์ในกรณีที่การรับมือล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่ตัวเลขที่ปรากฏตามจริง แต่เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการประเมินสถานการณ์และความรุนแรงทั้งในกรณีที่เลวร้ายน้อยที่สุดและเลวร้ายมากที่สุด ไปจนถึงระยะเวลาของวิกฤตที่จะเกิดขึ้น คือ 24เดือนเป็นอย่างน้อย ซึ่ง

1.1 การประเมินผลกระทบร่วมไปกับวิกฤตด้านอื่นๆโดยเฉพาะ วิกฤตภัยแล้ง ที่มีอยู่แล้วเพื่อให้การรับมือและบริหารวิกฤตดำเนินไปอย่างเป็นบูรณาการมากที่สุด

1.2 การกำหนดพื้นที่ ที่มีทั้งการระบาดของเชื้อและพื้นที่ประสบภัยแล้ง เป็นพื้นที่วิกฤตที่ต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก

1.3 การกำหนดงบประมาณจากงบกลางเพื่อฟื้นฟู "แหวนพึ่งตนเอง" (independent ring) ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงในช่วง 24 เดือนนี้




2. การเตรียมแผนด้านการแพทย์ (Hospital Planninng) ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ตามสถิติพบว่า ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ต้องแยกรักษาพยาบาลเป็นพิเศษ จะอยู่ที่ 6-10% ของผู้ที่มีการติดเชื้อ ดังนั้นในประเทศไทย

1. ในกรณีควบคุมไม่ได้อาจจะมีผู้ที่มีอาการรุนแรง 1.6 ล้านคน ภายใน 1 ปี

2. ในกรณีที่ชะลอได้อาจจะมีผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง 1 ล้านคน ภายใน 2 ปี

3. ในกรณีที่ควบคุมได้อาจมีผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง 40,000 คน ภายใน 2 ปี

ประเทศไทยมีจำนวนเตียงในโรงพยาบาลรัฐ มีทั้งหมด 122,470 เตียง (สัดส่วนเตียง 1.9 : 1,000 คนต่อประชากร) และจำนวนเตียงในสถานพยาบาลภาคเอกชนจำนวน 34,602 เตียง (สัดส่วนเตียง 0.5 : 1,000 คนต่อประชากร) รวมเป็น 157,027 เตียง (สัดส่วนเตียง 2.4 : 1,000 คนต่อประชากร)

สมมุติว่าเตียงเหล่านี้มีคนไข้อยู่แล้ว 65% จะเหลือเตียง 54,954 เตียง (และไม่ทั้งหมดที่สามารถใช้รักษาพยาบาลได้)

นอกจากนี้การ(แยก)รักษาพยาบาลใช้ระยะเวลาประมาณ 2 อาทิตย์โดยเฉลี่ย และ มีแพทย์ดูแลแบบ 1:1

จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทยมีทั้งหมด เป็นแพทย์ 36,938 คน เป็นพยาบาลวิชาชีพ 165,541 คน (เป็นแพทย์ใน กทม. 9,273 คน เป็นพยาบาลใน กทม. 33,204 คน) (และคงไม่ใช่แพทย์ทุกคนที่สามารถดูแลได้)

นั่นไม่ต้องนับรวมไปถึง จำนวนอุปกรณ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ฯลฯ ที่เป็นปัญหาไปแล้ว ดังกรณีหน้ากากอนามัยขาดแคลนอย่างหนักไปแล้ว

อันแสดงให้เห็นถึง "เพดาน" อันเป็นข้อจำกัดเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่ประเทศไทยเรามีรวมถึงค่ารักษาพยาบาล(ตามจริง) ที่ตกประมาณ 80,000 บาทเป็นอย่างต่ำ/คน

ในวันที่ 11 มีนาคม 2563 รัฐบาลได้ประกาศยกระดับมาตรการรับมือการแพร่ระบาดในระยะ 3 แล้ว โดยการสั่งยกเลิกศูนย์กักกันรวม(State Quarantine) ของกองทัพ 200 แห่งทั่วประเทศ และสั่งการให้มีมาตรการของรัฐในการกักกันที่ภูมิลำเนา (State Monitored Home Quarantine) โดยให้อำนาจสั่งการกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ สาธารณสุขจังหวัด หรือ ผู้ที่ รมว.สาธารณสุขเห็นว่ามีความเหมาะสม รวมถึงการให้อำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่ รวมถึงการประกาศยกเลิก Visa on Arrival ใน 17ประเทศ 1เขตเศรษฐกิจ และFree Visa ของ 4 ประเทศที่มีความเสี่ยงสูง

ในการยกระดับมาตรการเช่นนี้ รัฐบาลย่อมตระหนักแล้วว่า แพทย์-พยาบาล ถือว่าเป็น "ทัพหน้า" ของการสู้รบกับเชื้อไวรัส Covid-19 ในครั้งนี้และจะขาดเสียมิได้ถ้าเกิดกรณีฉุกเฉินที่ทำให้สถานการณ์แพร่ระบาดเปลี่ยนจากระยะที่ 2 เป็นระยะที่ 3 อย่างรวดเร็ว  ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีแผนสนับสนุนและงบประมาณกลางเพื่อสนับสนุนทัพหน้าจนกว่าจะพิชิตสงครามโรคระบาดเสร็จตลอด 24 เดือนข้างหน้า


3. การเตรียมแผนฉุกเฉินช่วยเหลือผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อผู้มีรายได้น้อย

ในวันที่ 10 มีนาคม 2563 คณะรัฐมนตรีอนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในระยะที่ 1 เช่น มาตรการพักเงินต้น, มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้, มาตรการคืนสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ, มาตรการลดภาระดอกเบี้ยของผู้ประกอบการ รวมถึงมาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำค่าไฟ, มาตรการสิทธิลดหย่อนภาษีชั่วคราวจากการซื้อกองทุน SSF นั้น มาตรการเหล่านี้เป็นเรื่องดีแต่มุ่งช่วยเหลือ "ผู้ประกอบการ" เป็นสำคัญโดยอาจไม่ได้คำนึงถึง ชาวบ้านที่ "หาเช้ากินค่ำ" มีรายได้แบบวันต่อวัน ที่จะได้รับผลกระทบในทันที 2.1 ล้านคน โดยเฉพาะ

3.1 คนขับแท็กซี่ 80,138 คน

3.2 คนขับรถสี่ล้อเล็ก และรถกะป๊อ 5,276 คน

3.3 คนขับรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง 89,292 คน

3.4 ผู้ค้า-แผงค้าในตลาด 1,286,618 คน

3.5 หาบเร่หรือแผงลอย 564,039 คน

3.6 รถจำหน่ายอาหารเคลื่อนที่ + รถพุ่มพวง 90,437 คน

ซึ่งส่วนใหญ่ของผู้ได้รับผลกระทบในกลุ่มนี้จะมีรายได้แบบวันต่อวัน และอาจเป็นผู้ที่มีหนี้นอกระบบอยู่แล้วถึง 1.26 ล้านคน (ข้อมูลบัตรคนจน ปี 2560) เพราะมีรายจ่ายที่ต้องจ่ายทุกวันตั้งแต่อาหารประทังชีวิต ไปจนถึง การผ่อนอุปกรณ์ที่ใช้ทำมาหากิน รวมทั้งหนี้นอกระบบที่ต้องจ่ายอยู่แล้วเป็นรายวันสำหรับบางราย คนกลุ่มนี้คือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนที่จะประคับประคองให้กลุ่มที่มีรายได้วันต่อวันสามารถดำเนินผ่านช่วงวิกฤตไปได้เหมือนกับประชาชนกลุ่มอื่นๆ เช่น กลุ่มผู้มีงานประจำ กลุ่มผู้ประกอบการ อันอาจช่วยยับยั้งภาวะความโกลาหล การแย่งชิงอาหาร และปัญหาอาชญากรรมที่อาจเกิดตามมาได้หากไม่มีการดำเนินการใดๆ  

ข้อเสนอของสถาบันทิศทางไทยเบื้องต้นเพื่อเป็นแนวทางศึกษาลงภาคปฏิบัติ เรื่อง "การตั้งกองทุนนาโนไฟแนนซ์ฉุกเฉินเพื่อรับมือ Covid-19"  เพื่อให้ผู้มีรายได้แบบวันต่อวันได้กู้ยืมในเงื่อนไขดอกเบี้ยต่ำหรือปลอดดอกเบี้ยในระยะเวลาที่กำหนด โดยให้ผู้ที่ขอรับความช่วยเหลือลงทะเบียนผ่าน 878 อำเภอทั่วประเทศ และ 50 เขตของกรุงเทพมหานคร ซึ่งน่าจะดำเนินการได้เสร็จสิ้นไม่เกิน 15 วัน เป็นต้น

ทั้งนี้ รัฐบาลพึงต้องตระหนักว่า "แม้จะมีระบบบริหารจัดการที่ดีแค่ไหน แต่เมื่อเกิดการระบาดสูงถึงจุดหนึ่งก็จะรับมือไม่ไหว และจะเกิดความมั่ว โกลาหล สับสน อลหม่าน"  เช่น สถานการณ์ในอิตาลี  ที่รัฐบาลอิตาลีล้มเหลวในการยกระดับมาตรการฉุกเฉินล่าช้าเกินไปแบบวัวหายล้อมคอก เพราะที่ผ่านมาทั้งรัฐบาลอิตาลีและสังคมอิตาลีไม่ตื่นตัวมากพอและไม่ตระหนักมากพอถึงความร้ายแรงของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้สถานการณ์รับมือโควิด-19 ในอิตาลีตึงเครียดมาก เพราะจวนขาดแคลนบุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์เต็มที เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการสื่อสารและความเชื่อมั่นที่ทั้งประเทศมีต่อยุทธศาสตร์ นโยบาย และมาตรการต่างๆ รัฐบาลต้องทำให้สังคมไทยทั้งหมดเข้าใจตรงกันให้ได้ว่า เราจะอยู่ใน "ภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ" แบบนี้ไปอีก 2 ปีเต็ม

เพราะฉะนั้นรัฐต้องใช้การบริหารวิกฤต (Crisis Management) ในการบริหารประเทศ และสังคมไทยทุกภาคส่วนก็ต้องให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างแข็งขันเช่นกัน



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน